Economies

ทีทีบี ชู 4 กลยุทธ์ลูกค้าธุรกิจปี 67  รุกสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมโตกว่า 15% เน้นบริหารต้นทุนความเสี่ยง
3 เม.ย 2567

ทีทีบี เดินหน้าขับเคลื่อน 4 แผนกลยุทธ์สำหรับลูกค้าธุรกิจปี 2567 ลั่นไม่เน้นเป้าสินเชื่อโต ชูบริหารต้นทุนความเสี่ยง ปักธงสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมโตกว่า 15%  พร้อมส่งโซลูชันที่ตอบโจทย์ในแต่ละอุตสาหกรรม สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว ยกระดับดิจิทัลโชลูชันในทุกธุรกรรมของธุรกิจ และมอบโซลูชันบริหารความเสี่ยงสำหรับผู้นำเข้าส่งออก พร้อมเป็นพันธมิตรให้เอสเอ็มอีและลูกค้าธุรกิจ เติบโตอย่างยั่งยืน

 

นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ทีเอ็มบีธนชาต เปิดเผยถึง มิศทางผลดำเนินงาน ปี 2567 ของกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ (Corporate)  ว่า  จากผลการดำเนินงานที่ดีของกลุ่มลูกค้าธุรกิจในปี 2566 ที่ผ่านมา  ธนาคารมีกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ จำนวน 45,000 บริษัท และกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนรวม  230,000  บริษัท ซึ่งมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่ออย่างต่อเนื่องทำให้ธนาคารมี Risk Cost  ที่ดีขึ้นจากที่เคยอยู่ระดับ 1.2% ลดลงที่ 0.86%  ขณะที่มีรายได้ค่าธรรมเนียมโตมากกว่า 3%  ส่วนเงินฝากจากบัญชีเพื่อทำธุรกรรมเ เติบโตมากกว่า 10% เป็น 80% ของเงินฝากในกลุ่มลูกค้าธุรกิจรวม  และมี จำนวนลูกค้าธุรกิจใช้ดิจิทัลเติบโตขึ้น 21%  และยังมีปริมาณการทำธุรกรรมทางออนไลน์ ดิที่เพิ่มขึ้น 10% โดยยอดธุรกรรมผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มสูงถึง 41 ล้านธุรกรรม  ทำให้ลูกค้าของธนาคารเกือบทั้งหมดทำธุรกรรมผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มเกือบทั้งหมดแล้ว โดยมีสัดส่วน 96% ของการทำธุรกรรมของลูกค้าธุรกิจทั้งหมด ส่วนการทำธุรกรรมผ่านสาขาจะเหลือเพียง 3% กว่า การทำธุรกรรมผ่านดิจิทัลมีการขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากธนาคารได้เพิ่มขีดความสามารถการบริการด้านดิจิทัล มีโซลูชั่นตอบโจทย์ทุกช่วงของธุรกิจ 

 

"ในปี 2567 ธนาคารไม่ได้เน้นเรื่องการตั้งเป้าขยายสินเชื่อมากนัก แต่จะตั้งเป้าเรื่อง Risk Cost (การบริหารต้นทุนความเสี่ยง) ให้อยู่ระดับ 0.86-0.7%  และจะหันมาเน้นสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมโตกว่า 15% เงินฝากจากบัญชีเพื่อทำธุรกรรมเติบโต 5% เป็น 85% ของเงินฝาก จำนวนลูกค้าธุรกิจใช้ดิจิทัลเติบโตขึ้น 23% ปริมาณธุรกรรมผ่านดิจิทัลเติบโตขึ้น 30% ยอดทำธุรกรรมผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มสูงถึง 52 ล้านธุรกรรม และธุรกรรมผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม คิดเป็น 96% ของธุรกรรมของลูกค้าธุรกิจทั้งหมด   ปีนี้ ทีทีบีมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีอย่างต่อเนื่องแก่เอสเอ็มอีและลูกค้าธุรกิจให้มีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นในทุกด้าน ด้วยแนวคิดการมองลูกค้าเป็น 360 องศา โดยมี ttb business one ธนาคารดิจิทัลเพื่อโลกธุรกิจ เป็นแพลตฟอร์มหลักในการเชื่อมต่อดิจิทัลโซลูชันทางธุรกิจ"

 

ทั้งนี้ ปี 2567 นี้ ทีทีบีเดินหน้า LEAD the CHANGE for Financial Well-being of SME and Corporate Customers เป็นผู้นำในการสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ซัพพลายเชนของแต่ละอุตสาหกรรมสำหรับธุรกิจทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ พร้อมสนับสนุนลูกค้าสู่การเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ความยั่งยืน ตลอดจนยกระดับการทำธุรกรรมทางธุรกิจสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ด้วย 4 กลยุทธ์ ได้แก่

 

กลยุทธ์ที่ 1 ตอบโจทย์ทุกอุตสาหกรรมด้วยโซลูชัน 360 องศาที่ออกแบบมาเพื่อแต่ละอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ (Industry Solutions)  ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางและตอบโจทย์เฉพาะให้แต่ละอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ทั้งสินเชื่อ ธุรกรรมการเงินทั้งในและต่างประเทศ โดยดูแลตั้งแต่ธุรกิจ การเงินส่วนตัวสำหรับเจ้าของกิจการ รวมถึงพนักงานของบริษัท  เพราะธุรกิจในแต่ละอุตสาหกรรมมีความเฉพาะตัวและมีความต้องการทางธุรกิจที่แตกต่างกัน เพื่อให้สอดคล้องตามแนวคิด Ecosystem Play และการมองลูกค้าเป็น 360 องศา อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ หรือ Automotive Industry ซึ่งมีซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก  ตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ผู้ผลิตรถยนต์ Dealer รถยนต์ จนไปถึงผู้ซื้อและผู้ขายรถยนต์  , อุตสาหกรรมการศึกษา อย่างโรงเรียนนานาชาติ ที่มีทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง และครูต่างชาติ ทีทีบีได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถรับ-จ่ายเงินเป็นสกุลเงินต่างประเทศที่ทำได้สะดวกผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มของธนาคาร แม้กระทั่งอุตสาหกรรมการเกษตรธนาคารก็ได้เข้าไปช่วยพัฒนาโซลูชันตั้งแต่โรงงานจนถึงชาวไร่ จนเพิ่มประสิทธิภาพให้ทั้งระบบได้เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังสนับสนุนลูกค้าเอสเอ็มอีให้สามารถเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างเป็นคู่ค้ากับภาครัฐ  ด้วยสินเชื่อที่เหมาะสมตามขั้นตอนและเพียงพอจนสามารถส่งมอบงานได้ พร้อมกับเพิ่มสภาพคล่องให้ เพียงนำใบแจ้งหนี้และใบตรวจรับงานมาขายลดหนี้รับเงินไปใช้ได้ก่อน

 

กลยุทธ์ที่ 2 สนับสนุนลูกค้าเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นธุรกิจที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Green Transition Solutions)  ตามแนวคิด B+ESG พร้อมสนับสนุนลูกค้าคู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ ให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน สามารถรับมือกับมาตรการทางการค้าที่หลายประเทศเริ่มนำมาใช้ เพื่อผลักดันให้ธุรกิจมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงกติกาใหม่ของประเทศไทย อย่าง Thailand Taxonomy และรวมถึง พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ นอกจากนี้องค์กรใหญ่หลายแห่งก็ได้เริ่มกำหนดให้ซัพพลายเออร์และคู่ค้าต้องดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเช่นกัน หากไม่สามารถทำตามเกณฑ์ก็อาจสูญเสียโอกาสในการทำธุรกิจ หรือมีต้นทุนธุรกิจเพิ่มขึ้นได้  ธนาคารมีโซลูชันที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน หรือ Transition Finance อาทิ สินเชื่อสีเขียว (Green Loan) สินเชื่อสีฟ้า (Blue Loan) สินเชื่อเพื่อติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อป (Solar Rooftop Finance) สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (HP Program for EV) เป็นต้น โดยทีทีบีตั้งเป้าสนับสนุนสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนสำหรับลูกค้าธุรกิจถึง 60,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี

 

กลยุทธ์ที่ 3 เพิ่มขีดความสามารถในการทำธุรกิจด้วยดิจิทัลโซลูชันในทุกขั้นตอนของธุรกิจ (Digital Solutions)

หลังเกิดสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้มีการทำธุรกิจผ่านช่องทางดิจิทัลเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยในปี 2562 การเติบโตด้านธุรกรรมดิจิทัลของลูกค้าธุรกิจทีทีบี สูงขึ้นกว่า 20% และปัจจุบันลูกค้าธุรกิจโดยทั่วไปทำธุรกรรมผ่านดิจิทัลแบงก์กิ้ง 95-98% แต่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการเงินภายในประเทศ (Cash Management) ในขณะที่ผลิตภัณฑ์กลุ่มสินเชื่อธุรกิจและธุรกรรมระหว่างประเทศยังคงมีการทำธุรกรรมผ่านดิจิทัลในสัดส่วนที่น้อยอยู่ เนื่องจากบางธุรกรรมยังต้องเดินทางไปทำที่สาขาหรือมีความต้องการเอกสารเป็นกระดาษ ซึ่งทีทีบีได้พัฒนาช่องทางดิจิทัลแบงก์กิ้งที่ดีที่สุด นั่นคือ ttb business one ธนาคารดิจิทัลเพื่อโลกธุรกิจ ที่ใช้ได้ทั้งอินเทอร์เน็ตและโมบายแบงก์กิ้ง ให้ลูกค้าธุรกิจทำธุรกรรมออนไลน์ได้สะดวกและง่ายควบคุมธุรกิจได้ในที่เดียว

 

สำหรับในปีนี้ ทีทีบีได้วางเป้าหมายในการมุ่งมั่นพัฒนาทุกขั้นตอนของการทำธุรกรรมให้สามารถทำบนดิจิทัลได้ทั้งหมด โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กลุ่มสินเชื่อธุรกิจและธุรกรรมระหว่างประเทศ เช่น การเปิดบัญชีผ่านช่องทางดิจิทัล ถอนเงินทางออนไลน์โดยไม่ต้องไปสาขา การออกหนังสือค้ำประกันทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-LG) การขอสินเชื่อทางดิจิทัลและการให้บริการเชื่อมต่อระบบของลูกค้ากับธนาคารสำหรับธุรกรรมในประเทศและระหว่างประเทศ (Host to Host Service) เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะทำให้ลูกค้าทำธุรกรรมผ่านดิจิทัลเพิ่มขึ้นเป็น 98%

 

 

กลยุทธ์ที่ 4 พัฒนาโซลูชันบริหารความเสี่ยงที่ครบครันสำหรับผู้นำเข้าและส่งออก(Importer-Exporter Solutions)

ทีทีบีมองเห็นความท้าทายของผู้นำเข้าส่งออกในยุคนี้คือ การที่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างมาก ซึ่งเป็นผลทั้งจากเศรษฐกิจทั่วโลก สภาวะสงครามและการเมืองต่างประเทศ ส่งผลให้เกิดความผันผวนในสกุลเงินต่าง ๆ โดยเฉพาะสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีความผันผวนสูงถึง 9% ผู้ส่งออกนำเข้าของไทยส่วนใหญ่ยังใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในการซื้อขายสินค้า ซึ่งทำให้มีความท้าทายในการบริหารจัดการความเสี่ยง ธนาคารจึงได้แนะนำให้ลูกค้าเปลี่ยนมาซื้อขายเป็นสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ซึ่งมีความผันผวนน้อยกว่ามาก โดยทีทีบีถือเป็นธนาคารแนวหน้าในการพัฒนาเครื่องมือในการช่วยบริหารสกุลเงินท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น บัญชีสำหรับบริหารหลายสกุลเงิน (ttb multi-currency account) ที่ทำให้ลูกค้าสะดวก คล่องตัว ด้วยการใช้บัญชีเดียวในการบริหารได้ถึง 11 สกุลเงิน สามารถใช้ซื้อ ขาย รับ จ่ายได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยทีทีบีเป็นธนาคารแรกและธนาคารเดียวที่เสนอบัญชีประเภทนี้    นอกจากนี้ยังเป็นธนาคารแรกที่เสนอเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงสกุลเงินหยวน ผ่านผลิตภัณฑ์ “Yuan Pro-rata Forward” ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ ในปีนี้ ทีทีบียังคงเดินหน้าพัฒนาบริการและโซลูชันที่มุ่งตอบโจทย์ผู้นำเข้าส่งออกอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงในการทำการค้าระหว่างประเทศ

 

“ทีทีบีมั่นใจว่าจาก 4 กลยุทธ์ที่ธนาคารมีความมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีขึ้นให้กับลูกค้าธุรกิจ จะทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีมากกว่าเดิม และจะส่งผลให้ในปี 2567 เป้าหมายของธนาคารในทุกด้านสามารถเติบโตได้ตามที่ตั้งไว้ โดยยังคงมุ่งมั่นในการเป็นพันธมิตรที่เอสเอ็มอีและลูกค้าธุรกิจไว้วางใจ พร้อมสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้ในทุกสถานการณ์ สามารถก้าวผ่านความท้าทายต่าง ๆ จนประสบความสำเร็จและเติบโตได้อย่างยั่งยืน” นายศรัณย์ กล่าวปิดท้าย

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com