ทิสโก้เตือนเศรษฐกิจผันผวน–ความเสี่ยงภัยรุมเร้า สงครามอิหร่านกด GDP ไทยไตรมาสแรกโตต่ำ 1% หลังนักท่องเที่ยววูบ 3 เสนคน หวั่นสงครามยืดเยื้อลากยาวคาดทั้งปีโตแค่ 1% แนะรับมือค่าครองชีพพุ่ง ครอบครัวไทยเร่งเสริมภูมิคุ้มกันด้วยประกันปิดเสี่ยง ชูแนวคิด “Family First–3 Save Series” ดูแลกันทั้งบ้าน คาดปีนี้เบี้ยประกันโต 10%
นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตที่ 1.8% แม้ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนในช่วงปลายปีก่อน ตามมาตรการ Fast-pass ของภาครัฐและผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่น้อยกว่าคาด แต่ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้อิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ทั้งปุ๋ย เม็ดพลาสติก ตามต้นทุนและค่าขนส่งที่สูงขึ้น โดยประเมินว่า ทุกการเพิ่มขึ้น 10% ของราคาน้ำมันดิบดูไบจากสมมุติฐานเดิมที่ 72 ดอลลาร์สหรัฐฯ /บาร์เรล จะกระทบ GDP ราว 0.3-0.4 ppt. ดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นราว 0.8% และมีแนวโน้มที่จะทำให้เงินบาทอ่อนแตะ 33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นอย่างน้อยในไตรมาส 2 โดยต้องจับตาพัฒนาการของสงครามและความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หากความขัดแย้งยืดเยื้อรุนแรง เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตไม่ถึง 1% ในปีนี้ และค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าไปไกลถึง 35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ
”สงครามอ่าวเปอร์เซียรอบนี้ อาจลากเลย 10 สัปดาห์หรือนานกว่านั้น อาจมีพักรบบางช่วง และธาตุถล่มทำลายลงกันน้ำมันก็จะกระทบกับซัพพลายซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปอีก ตอนนี้จบแบบไหนคาดการณ์ไม่ได้เลยเพราะสงครามรอบก่อนที่เกิดขึ้นยังไม่เคยปิดช่องแคบฮอร์มุสส่วนของสหรัฐอาจจะเจ็บตัวกว่านี้ขณะที่ประเทศรอบด้านในตะวันออกกลางก็กดดันให้สหรัฐหยุดโจมตี เนื่องจากสงครามเกิดในเดือนมีนาคม กระทบนักท่องเที่ยวหายไปราว 3 แสนคน เราคาดว่า ไตรมาสแรกจีดีพีไทยจะโตใกล้ใกล้ 1% หรืออาจต่ำกว่า 1% เล็กน้อย"
นอกจากปัจจัยภายนอก ครัวเรือนไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในหลายมิติ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk) การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super Aged Society) และความเปราะบางด้านสุขภาพ (Health Risk) ซึ่งล้วนเป็นแรงกดดันต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว โดยรายงาน Thailand Country Climate and Development Report ของธนาคารโลกระบุว่า ไทยอาจสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ 7-14% ภายในปี 2593 หากไม่สามารถปรับตัวรับมือได้กับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนได้ เนื่องจากประสิทธิภาพแรงงานที่ลดลงจากอากาศร้อนจัด น้ำท่วมรุนแรง ผลผลิตภาคการเกษตรที่ถดถอย และการกัดเซาะชายฝั่งที่ทำลายภูมิทัศน์และส่งผลโดยตรงต่อการท่องเที่ยว แม้การลงทุนด้านเทคโนโลยีสีเขียวอาจช่วยหนุน GDP ได้ราว 4–5% แต่ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและเร่งดำเนินการในหลายด้าน
ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ สังคมสูงอายุระดับสุดยอด จากสัดส่วนผู้สูงอายุที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 28% ภายในไม่เกิน 3-4 ปีข้างหน้า จากระดับปัจจุบันอยู่ที่ราว 22% ขณะที่อัตราการเกิดที่ลดลงต่อเนื่องในหลายทศวรรษกำลังลดทอนฐานแรงงานและศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจปีละ 0.5-1% ในช่วง 30 ปีข้างหน้า จากอุปทานแรงงานที่ลดลง อีกทั้งผลิตภาพลดลง และภาระทางการคลังด้านระบบสาธารณสุขและบำนาญที่สูงขึ้น สวนทางกับรายได้ภาษีที่ลดลงตามจำนวนแรงงานวันทำงาน
ความท้าทายนี้ยังสะท้อนชัดในระดับครัวเรือน เมื่อผู้สูงอายุจำนวนมากกว่า 35.7% ยังต้องพึ่งพาบุตรหลาน และอีกกว่า 33.9% ยังต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพต่อเพื่อให้มีรายได้เพียงพอ โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2560 ระบุว่ารายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของผู้สูงอายุต่อคนอยู่ที่ 7,000 บาท ในเขตเมือง และ 4,500 บาท่ในเขตชนบท ซึ่งสูงกว่าเบี้ยผู้สูงอายุที่รัฐจัดสรรในอัตรา 600-1,000 บาทต่อเดือนหลายเท่าตัว ส่งผลให้ครอบครัวจำนวนมากเผชิญความเปราะบางทางการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้านสุขภาพ ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญ โดย Global Medical Trend Survey ชี้ว่า ค่ารักษาพยาบาลในประเทศไทยเติบโตสูงถึง10.8% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่คาดว่าจะปรับขึ้นราว 10% โดยแม้รัฐจะมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ยังมีคนไทยอีกราว 8% ที่ไม่มีประกันสุขภาพหรือได้รับความคุ้มครองไม่เพียงพอ ส่งผลให้หลายครัวเรือนเสี่ยงต่อภาวะตึงตัวทางการเงินจากการเจ็บป่วย และมีโอกาสตกสู่ความยากจนจากค่ารักษาที่เพิ่มแบบก้าวกระโดด
“เมื่อเกิดการเจ็บป่วย แรงงานจะมีผลิตภาพที่ลดลง และอาจนำมาซึ่งภาวะวิกฤติที่ต้องหยิบยืมหรือนำทรัพย์สินไปจำหน่ายเพื่อจ่ายค่ารักษา ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดปัญหากับระบบเศรษฐกิจโดยรวมอย่างไม่จำเป็น การปิดความเสี่ยงต่างๆ ที่ได้กล่าวไปข้างต้นเหล่านี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งทั้งในระดับครัวเรือน และในระดับประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงที่อาจถูกละเลยแต่สามารถจัดการได้เหล่านี้ในอนาคต” นายเมธัส กล่าว
Family First: เพราะครอบครัวเรา...ไม่ธรรมดา
นางกุสุมา ประถมศรีเมฆ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความเสี่ยงยุคใหม่กำลังส่งผลกระทบต่อครอบครัวไทย จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า ครัวเรือนไทยกว่า 77% ไม่มีเงินออมฉุกเฉินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย 6 เดือน ขณะที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนยังทรงตัวในระดับสูงราว 90% ของ GDP และค่ารักษาพยาบาลยังเติบโตเร็วกว่ารายได้อย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 10–11% ทำให้ความเสี่ยงด้านสุขภาพกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่บั่นทอนเสถียรภาพทางการเงินมากที่สุด
ท่ามกลางความเสี่ยงที่หลากหลาย วิธีปกป้องครอบครัวแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ครอบครัวจำเป็นต้องมี“ระบบจัดการความเสี่ยงทั้งครอบครัว (Family Risk Management System)” ที่ดูแลครบทั้งสุขภาพ รายได้ ทรัพย์สิน และอนาคตระยะยาว เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของแต่ละครอบครัว ตามบทบาทของทิสโก้ในฐานะ Your Trusted Financial Advisor จึงไม่ใช่เพียงการแนะนำผลิตภัณฑ์ แต่คือการเป็นที่ปรึกษาที่เดินไปกับลูกค้า ช่วยตั้งคำถามที่ถูกต้อง ตรวจสอบความเสี่ยงที่มองไม่เห็น และประกอบเกราะคุ้มครองให้มีความต่อเนื่องทางการเงินแม้ในวันที่ไม่คาดคิด แต่ละครอบครัวมีความเฉพาะตัวแตกต่างกันออกไป บางครอบครัวมีลูกเล็ก บางครอบครัวต้องดูแลผู้สูงอายุ บางครอบครัวมีธุรกิจที่ต้องบริหารความเสี่ยงเฉพาะทาง การออกแบบความคุ้มครองจึงต้องเริ่มยากการมองทั้งครอบครัวเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนสามารถโอนความเสี่ยงออกไปได้ครบถ้วน
"แต่ก็ยอมรับว่าสถานการณ์เศรษฐกิจมีผลต่อการควักเงินของลูกค้าในการซื้อประกันคุ้มครอง ซึ่งปีที่แล้วเบี้ยประกันสุขภาพเติบโตอยู่ที่ 13,000 ล้านบาทในปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้ 10% จากปีก่อน" นางกุสุมากล่าว
3 Save Series - ระบบคุ้มครองทั้งครอบครัวแบบองค์รวม
นายโสฬส ศิวะไพบูลย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายประกันภัยธนกิจ ธนาคารทิสโก้ กล่าวว่า ทิสโก้ได้พัฒนา “Family First – 3 Save Series” ระบบความคุ้มครองที่ทำงานเสมือน “งบดุลของครอบครัว” ขึ้น ที่มองทรัพย์สิน ภาระ และเป้าหมายอย่างสัมพันธ์กัน ตั้งหลักด้วยการ “Save ความฝัน” เพื่อรักษาอนาคตของครอบครัวไม่ให้ถูกกลืนหายไปกับความผันผวน ไม่ว่าจะเป็นเงินการศึกษาของลูก การออมตามเป้าหมาย หรือแผนเกษียณ ต่อด้วย“Save ความเสี่ยง” เพื่อปิดจุดเปราะบางที่ทำให้ชีวิตสะดุด ทั้งค่ารักษาโรคร้ายแรง อุบัติเหตุ และรายได้ที่อาจหยุดชะงัก และปิดท้ายด้วย “Save ทรัพย์สิน” เพื่อปกป้องฐานสำคัญของคุณภาพชีวิต ทั้งตัวบ้าน รถ ของใช้จำเป็น ไปจนถึงทรัพย์สินดิจิทัลในยุคที่เทคโนโลยีคือส่วนหนึ่งของกิจวัตร
“ทิสโก้พัฒนาระบบคุ้มครองที่มองภาพของทั้งครอบครัว ไม่จำกัดอยู่แค่กรมธรรม์รายชิ้น และไม่ใช่การขายแพ็กเกจสำเร็จรูป แต่เป็นการ “ประกอบเกราะ” ให้พอดีกับชีวิตของแต่ละครอบครัว (Personalized Protection) โดยใช้แนวคิด Open Architecture คัดเลือกผลิตภัณฑ์จากพันธมิตรประกันกว่า 15 บริษัท เพื่อให้ลูกค้าได้รับทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดทั้งด้านคุณภาพและความคุ้มค่า”
ปัจจุบัน คนไทยหันมาให้ความสำคัญคนไทยหันมาให้ความสำคัญกับการทำประกันสุขภาพมากขึ้น โดยในช่วง3-4 ปีที่ผ่านมา ทิสโก้มีประกันรถยนต์ 60% และประกันสุขภาพ 40% แต่ปัจจุบันพอร์ตประกันสุขภาพเติบโตขึ้นมีสัดส่วนถึง 60% ส่วนประกันรถอยู่ที่ 40% สะท้อนถึงคนไทยเห็นความสำคัญในการทำประกันคุ้มครองมากขึ้น
ในเชิงสถานการณ์ แนวทางที่ปรึกษาเชิงรุกนี้ คือการจัดลำดับสิ่งสำคัญตามบริบทของแต่ละบ้าน ยกตัวอย่าง คนโสดวัยทำงาน ซึ่งมีรายได้เป็นทรัพยากรหลักควรตั้ง “เกราะสุขภาพ” เป็นแกนกลาง ควบคู่กับความคุ้มครองโรคร้ายแรงและรายได้ทดแทนในช่วงพักรักษาตัว เพื่อให้ค่าใช้จ่ายประจำยังดำเนินต่อได้โดยไม่สะดุด พร้อมดูแลทรัพย์สินจำเป็นอย่างคอนโดมิเนียม รถยนต์ และเสริมภูมิคุ้มกันด้านดิจิทัลสำหรับการทำธุรกรรมออนไลน์ไปพร้อมกัน ขณะที่อนาคตก็ไม่ควรมองข้าม ด้วยการเริ่มออมตามเป้าหมายระยะสั้นถึงกลางและวางแผนเกษียณ