Public Relation

เมืองไทยประกันชีวิต ปี 64กำไรกว่า 7 พันล้าน ปีเสือชูประกันสุขภาพ-ควบลงทุน ปั๊มเบี้ยใหม่โตโลด
31 ม.ค. 2565

เมืองไทยประกันชีวิต ปี 64  ฝ่าโควิดทำกำไรกว่า 7 พันล้านบาท  เบี้ยรับใหม่โต 10%  เปิดโปรดักส์โตแรง“ประกันสุขภาพ-โรคร้ายแรง-ประกันควบลงทุน”   ในปี 65  ฟิต! ตั้งเป้าเบี้ยรับใหม่โตกว่า 10% กลยุทธ์"MTL Next To YOU" ตอบโจทย์ทุกมิติ ปักธงเป็นผู้นำตลาด “คุ้มครองสุขภาพ – บริหารความมั่งคั่ง” หนุนบริษัทเติบโตแข็งแกร่ง-ยั่งยืน

 

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL  เปิดเผยผลดำเนินงานปี 2564 ว่า   บริษัททำกำไรได้มากกว่า 7,000 ล้านบาท โดยมีเบี้ยประกันภัยรับใหม่อยู่ที่ 23,760 ล้านบาทเติบโต 10% จากสิ้นปี 2563 ที่อยู่ 21,600 ล้านบาท  สำหรับผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตประเภทสัญญาเพิ่มเติมการประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง (Health & CI)  มีการเติบโต 31%  มีสัดส่วนการขายแบบประกันชีวิตประเภทคุ้มครองชีวิตและประกันชีวิตควบการลงทุน (Protection and Investment Portion) สูงถึง 77% ขณะที่มีอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับใหม่ของผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน  (Investment Linked Product) อยู่ที่ 1,116% และผลการดำเนินงานของธุรกิจในตลาดภูมิภาค (Regional Company) ยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง   

 

สำหรับเสถียรภาพทางด้านการเงินของบริษัทฯ ยังมีความเพียงพอของเงินกองทุนอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งโดยสะท้อนจากอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนสูงกว่า 300% ณ สิ้นปี 2564 ซึ่งสูงกว่าระดับเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามเกณฑ์ที่ 120% และยังได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ(rating) จาก S&P Global Ratings อยู่ที่ระดับ BBB+ โดยแนวโน้มมีเสถียรภาพ และจากฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) อยู่ที่ A-‘ โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ และคงอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินภายในประเทศ (National IFS Rating) ที่ ‘AAA(tha)’ โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพถือเป็นอันดับเครดิตในระดับประเทศที่สูงที่สุด

 

“ในปี 2565 คาดว่าจะมีกำไรโตต่อเนื่อง  ปีที่ผ่านมา ทำกำไรได้ก้าวข้ามเลข 7 พันล้านบาท ซึ่งเป็นปีที่มีความท้าทายมากจากภาวะเศรษฐกิจภายใต้การแพร่ระบาดของโควิด -19  ดอกเบี้ยต่ำ และยังมีกฎเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับที่ปรับเปลี่ยน แต่อีกมิติก็เป็นโอกาสดี เรื่องดิจิทัลเจเนอเรชั่นใหม่ที่เปลี่ยนไป ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น การเข้าสู่สังคมสูงวัย โควิดทำให้เรากล้าคิดนอกกรอบมากขึ้น และมุ่งเน้นการปรับตัวสู่การเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในทุกมิติ(Sustainable Growth) เราไม่ได้หวังจะโตจากมาร์เกตแชร์มาก เพราะการขายสินค้าของเราจึงมีการปรับพอร์ต เพื่อรองรับการใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ FRS17 ในอนาคตด้วย เพื่อไม่ให้กระทบต่องบการเงินจากการขายสินค้าขาดทุน” นายสาระกล่าว

 

ทิศทางการดำเนินธุรกิจของเมืองไทยประกันชีวิตในปี 2565 ตั้งเป้าหมายอัตราการเติบโตของเบี้ยฯรับใหม่ที่มากกว่า 10% โดยเฉพาะประกันประเภท Health & CI  ราว 10% และประกันชีวิตควบการลงทุน 40-50%  ประกันคุ้มครองชีวิต 7-10%  และประกันสะสมทรัพย์ 5-7% ทั้งนี้ คาดพอร์ตจะมีสัดส่วนการขายประกันคุ้มครองชีวิตและประกันควบการลงทุนอยู่ที่ 78%

 

นอกจากนี้ บริษัทมุ่งเน้นให้ความสำคัญด้านเสถียรภาพทางการเงินให้มีความแข็งแกร่งควบูคู่ไปกับการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า (Net Promoting Score)ในทุกด้านโดยยึดหลัก outside- in ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ใช่ สำหรับลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญ  การพัฒนาช่องทางการขาย และการบริการ ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยมีจุดยืนเป็นผู้นำตลาดด้านความคุ้มครองสุขภาพ (Most Trusted Health Partner)  และการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Leader) โดยจะเสนอคำแนะนนำแบบจัดพอร์ตให้ลูกค้า

 

นอกจากนี้ เมืองไทยประกันชีวิต ยังตั้งเป้าหมายเป็นองค์กรน่าอยู่และองค์กรแห่งการเรียนรู้ ด้วยการพัฒนาพนักงานให้มีความสามารถรอบด้าน เป็นศูนย์รวมของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ตวามรู้ความสามารถในหลากหลายมิติ เพื่อคิดค้นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ กระบวนการ ทำงาน การให้บริการ รวมถึงการพัฒนาองค์กรให้ก้าวทันกับโลกที่เกิดขึ้นตลอดเวลา พร้อมเปิดรับคนรุ่นใหม่มาร่วมขับเคลื่อนองค์กรสู่โลกยุคดิจิทัล (New Talent) นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการจัดการด้านธรรมาภิบาลหรือ ESG อีกด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com