ไรมอน แลนด์ โชว์ผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2565 เติบโตโดดเด่น พลิกกลับมีกำไร 43 ล้านบาท รายได้รายรวมทั้งปี 2,745 ล้านบาท หรือเพิ่มสูงขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
นายกรณ์ ณรงค์เดช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินธุรกิจของไรมอน แลนด์ ในปี 2565 ที่ผ่านมา นับว่าบริษัทฯ ประสบความสำเร็จ มีผลประกอบการที่โดดเด่น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี กำไรได้จากที่มีผลขาดทุนในปีก่อนหน้านั้น รวมถึงบริษัทฯ ยังมียอดขายในไตรมาสเดียวกัน ที่สูงมากขึ้นกว่าปีก่อนเกือบเท่าตัว ขณะที่ยอดขายทั้งปี ก็ยังขยับสูงขึ้นเกือบ 7% จากปี 2564 จากความเชื่อมั่นของลูกค้าในแบรนด์และคุณภาพโครงการ "ดิ เอสเทลล์ พร้อมพงษ์" จึงทำให้การโอนโครงการเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ปี 2565 และมียอดโอนไปแล้วประมาณ 50% ของจำนวนยูนิตพร้อมขาย และคาดว่า จะปิดการขายในปีนี้อย่างแน่นอน
"ในไตรมาสที่ 4 ปี 2565 บริษัทฯ สามารถพลิกกลับมามีกำไร เนื่องจากผลการดำเนินงานที่สะท้อนถึงการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ จากการบริหารจัดการต้นทุนโครงการของ RML ในปัจจุบัน รวมถึงการบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีดอกเบี้ยแบบอัตราลอยตัวและอัตราคงที่ในสัดส่วนที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังประสบความสำเร็จจากการรีแบรนด์ ภายใต้สโลแกน "ลักชัวรี่ รีอิมเมจิ้น (Luxury Reimagined)" เพื่อยกภาพลักษณ์ของแบรนด์ และขยายกลุ่มเป้าหมายให้เข้าถึงทุกเจเนอเรชั่นที่มีกำลังซื้อของตลาดลักชัวรี่และอัลตร้าลักชัวรี่ จึงทำให้โครงการได้รับการตอบรับที่ดี โดยทั้งสองโครงการภายใต้การร่วมทุนกับ โตเกียว ทาเทโมโนะ คือ "ดิ เอสเทลล์ พร้อมพงษ์" มียอดขายแล้วประมาณ 80% และ "เทตต์ สาทร ทเวลฟ์" (Tait Sathorn 12) มียอดขายแล้วประมาณ 90%" นายกรณ์ กล่าว
ทั้งนี้ในปี 2565 รายได้รวม 2,745 ล้านบาท ส่วนหนึ่งของรายได้จำนวน 2,393 ล้านบาท มาจากรายได้จากการโอนกรรมสิทธ์ของโครงการ "ดิ เอสเทลล์ พร้อมพงษ์" ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างไรมอน แลนด์ และ โตเกียว ทาเทโมโนะ บริษัทฯ มียอดขายรอโอน (Backlog) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 อยู่ที่ 4,965 ล้านบาท
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2566 บริษัทฯ ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนในโครงการต่างๆ จากการระดมทุนด้วยตนเองไปสู่การลงทุนร่วมกับบริษัทอื่น (Joint venture) รวมทั้งกลยุทธ์ แอสเสท ไลท์ (Asset light) ซึ่งเน้นเปิดโครงการร่วมกับเจ้าของที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการ ทำให้ประหยัดต้นทุนค่าที่ดินมากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งพัฒนาและลงทุนโครงการ ที่สร้างรายได้หมุนเวียนต่อเนื่อง สามารถรับรู้รายได้เร็ว และรายได้ประจำมากขึ้น โดยในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ จะเปิดให้บริการ "วัน ซิตี้ เซ็นเตอร์" อาคารสำนักงานเกรดเอ ระดับลักชัวรี่ที่สูงที่สุดในประเทศไทย บนสุดยอดทำเลใจกลางย่านธุรกิจติดสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสเพลินจิต ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้บริษัทฯ มีรายได้ประจำและ กระแสเงินสดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีอัตราการเช่าแล้วกว่า 50% และมีบริษัทชั้นนำมากมายเข้าเซ็นสัญญาแล้ว อาทิ มิตซูบิชิ เอสเตท (ประเทศไทย), มิตซูบิชิ เฮฟวี่ อินดัสตรี่ (ประเทศไทย), มิตซูบิชิ พาวเวอร์ (ประเทศไทย), มารูเบนิ (ประเทศไทย) และอีกหลากหลายองค์กรดังระดับโลก
นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในรูปแบบ อัลตร้า ลักชัวรี่ แบรนด์เด็ด เรสซิเดนซ์ 2 แห่ง โครงการแรกคือ โรสวูด เรสซิเดนซ์เซส กมลา จังหวัดภูเก็ต โดยจะพัฒนาในรูปแบบโครงการวิลล่าสุดหรูส่วนตัวเพียงไม่กี่หลัง มูลค่าโครงการรวมกว่า 7 พันล้านบาท และอีกโครงการ ในโซนสุขุมวิท เพื่อมุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำอันดับ 1 ในด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ระดับลักชัวรี่ และอัลตร้าลักชัวรี่