บมจ.เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม (KLINIQ) ผู้นำธุรกิจสุขภาพและความงามครบวงจร มาพร้อมกับความสวย สตรอง! ถือเป็นผู้ประกอบการ “คลินิก” เจ้าแรกที่เข้าระดมทุนตลาดหุ้นไทย ชูจุดแข็ง Cash Rich-Zero debt และที่สำคัญโมเดลธุรกิจ Asset Light ที่ทำให้ต้นทุนต่ำ-ขยายสาขาได้รวดเร็ว และความแข็งแกร่งของแบรนด์ THE KLINIQUE (เดอะคลีนิกค์) ผู้นำอันดับ 1 นวัตกรรมยกกระชับปรับรูปหน้าและลดริ้วรอย ระดับเอเชียแปซิฟิค หนุนธุรกิจในช่วง 1-3 ปีข้างหน้าโตก้าวกระโดด จ่อเข้าเทรดตลาดหลักทรัพย์ mai ในวันที่ 7 พ.ย.นี้
หลังเปิดจองขายหุ้นไอพีโอจำนวน 60 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 27.27% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมด ในราคาหุ้นละ 24.50 บาท ระหว่างวันที่ 28, 31 ต.ค. และ 1 พ.ย.2565 โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักลงทุนอย่างคึกคัก
KLINIQ เตรียมเข้าจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 เป็นวันแรก โดยใช้ชื่อย่อ “KLINIQ” ในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการ
โดยวัตถุประสงค์ในการระดมทุนในครั้งนี้ KLINIQ เตรียมนำเงินไปใช้สำหรับแผนลงทุนในการขยายกิจการ 300 ล้านบาท, ลงทุนในการจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์เพิ่มเติม 650 ล้านบาท, ลงทุนในการขยายกิจการศูนย์ศัลยกรรม จำนวน 150 ล้านบาท, พัฒนาระบบ IT และระบบข้อมูลลูกค้า 50 ล้านบาท และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินธุรกิจของบริษัทจำนวน 270 ล้านบาท
“มั่นใจว่าด้วยจากโมเดลธุรกิจ Asset Light และฐานะการเงินที่มีความแข็งแกร่ง หลังเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น จะทำให้บริษัทฯมีศักยภาพในการเติบโตได้อีกมาก อีกทั้งแบรนด์ THE KLINIQ ที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างดีเยี่ยม เห็นได้จากจำนวนลูกค้าที่มีกว่า 2 แสนราย ที่กลับมาใช้ซ้ำ ทำให้มี Recurring Income และจากแผนการขยายสาขา จะทำให้บริษัทฯเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า ผลักดันแนวโน้มผลการดำเนินงานสร้างสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง” นายแพทย์อภิรุจ ทองวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KLINIQ กล่าวอย่างมั่นใจ

สำหรับผลการดำเนินงานในงวด 6 เดือนแรกของปี 2565 ของ KLINIQ ถือว่าเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ หลังสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาคึกคัก ทำให้รายได้และกำไรเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และภาพรวมในปีนี้คงได้เห็นตัวเลขผลการดำเนินงานสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
โดยในงวด 6 เดือนแรกของปี 2565 มีรายได้รวม 714.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58.26% จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 451.59 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 100.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.03% เทียบงวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ 60.00 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิของปี 2564 ทั้งปีอยู่ที่ 129.25 ล้านบาท
“เห็นได้ชัดว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทฯเติบโตอย่างโดดเด่น จากตัวเลขกำไรครึ่งปีแรกทำได้กว่า 100.22 ล้านบาท ขณะที่ในปีที่ผ่านมา ภาพรวมทั้งปีมีกำไรสุทธิ 129.25 ล้านบาท ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง จากแรงหนุนการขยายสาขา และการคลายล็อคดาวน์ ทำให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ใช้บริการมากขึ้น” นายแพทย์อภิรุจ กล่าว
ภายใต้แบรนด์ แบรนด์ THE KLINIQUE (เดอะคลีนิกค์) ผู้นำอันดับ 1 นวัตกรรมยกกระชับปรับรูปหน้าและลดริ้วรอย ระดับเอเชียแปซิฟิค ที่มีความแข็งแกร่ง ทำให้มีกลุ่มลูกค้ามาใช้บริการมากกว่า 2 แสนราย และมีการเข้ามาใช้การซ้ำ ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ให้มีรายได้ประจำ (Recurring Income) เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากคุณภาพทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ มีการอบรมให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง มีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ได้รับมาตรฐานสหรัฐอเมริกา US FDA เทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงยาที่ใช้ในการรักษา และจำนวนสาขาที่กระจายทั่วประเทศ โดยปัจจุบันมีสาขาทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดกว่า 39 แห่ง
ภายหลังการเข้าระดมทุนและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai จะยิ่งทำให้ KLINIQ มีศักยภาพการเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากบริษัทฯอยู่ในสถานะ Cash Rich-Zero debt ทำให้ไม่มีภาระต้นทุนดอกเบี้ย เงินที่ได้จากการระดมทุนส่วนใหญ่ จึงถูกนำไปใช้เพื่อรองรับแผนการเติบโตในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า ที่เตรียมรุกขยายสาขา ทั้งในกรุงเทพฯ หัวเมืองหลัก และหัวเมืองรอง รองรับดีมานด์ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ที่มีกำลังซื้อ สอดรับเมกะเทรนด์ ด้านความงามและสุขภาพที่กำลังมาแรง และทำให้ KLINIQ เป็นหุ้น Growth Stock ที่สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนในอนาคต!!!
