UBE ร่วมวงเสวนา เรื่องแป้งๆ ในงานเสวนา “วิกฤติข้าวสาลีและผลกระทบต่อประเทศไทย : โอกาสและความท้าทายของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเพื่อทดแทนธัญพืช”
UBE โดย นางสาวสุรียส โควสุรัตน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ร่วมเป็นวิทยากรแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในงานเสวนา “วิกฤติข้าวสาลีและผลกระทบต่อประเทศไทย : โอกาสและความท้าทายของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเพื่อทดแทนธัญพืช” ชูฟลาวมันสำปะหลังออร์แกนิค วัตถุดิบทางเลือกที่สามารถนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารหลากหลายรูปแบบ ทดแทนแป้งสาลีในช่วงที่ราคามีความผันผวน ช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุน พร้อมตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพและกลุ่มผู้แพ้กลูเตน งานเสวนาดังกล่าวร่วมด้วยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ดร. วีรวัฒน์ เลิศวนวัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามมอดิฟายด์ สตาร์ช จำกัด และ ผศ.ดร. ณัฐธิญา เบือนสันเทียะ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จัดโดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เมื่อวันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม 2565 เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม ชั้น 7 อาคารเคเอกซ์
นางสาวสุรียส โควสุรัตน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) หรือ UBE ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันสำปะหลังรายใหญ่ของประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทฯ มองเห็นโอกาสจากแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดฟลาวมันสำปะหลังในต่างประเทศ รวมถึงกระแสการตื่นตัวในการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ปลอดสารเคมีหรือสารพิษที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ประกอบกับความเชี่ยวชาญในการใช้วัตถุดิบมันสำปะหลังที่บริษัทฯ มีเป็นทุนเดิม มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ฟลาวมันสำปะหลังที่มีคุณภาพ โดยให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นน้ำ คือ วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ด้วยการเข้าไปส่งเสริมเกษตรกรผ่านการดำเนินการแบบบูรณาการอุบลโมเดลร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต การปลูกมันสำปะหลังอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล ปัจจุบันอุบลโมเดลได้ขยายไปสู่ “อีสานตอนล่าง 2 พลัสนวัตกรรม (จ.อุบลราชธานี จ. ยโสธร จ. อำนาจเจริญ และ จ. ศรีสะเกษ) โดยร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กรมส่งเสริมการเกษตร และ กรมวิชาการเกษตร ในการนำนวัตกรรมการผลิต อาทิ สารชีวภัณฑ์ ปัจจัยการผลิต และเครื่องจักรกล เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ และในอนาคตจะมีการสร้างเครือข่ายนวัตกรรมเกษตรเข้ามาบูรณาการเพิ่มเติม เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลัง
นอกจากนี้ UBE ยังได้นำวัตถุดิบที่แปรรูปจากมันสำปะหลังอินทรีย์ มาพัฒนาต่อยอดผ่านการดำเนินโครงการวิจัยต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตจากมันสำปะหลัง อาทิ โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตฟลาวมันสำปะหลังออร์แกนิค (Organic Cassava Flour) ร่วมกับ สวทช. เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ซึ่งหน่วยงานวิจัยและพัฒนาของบริษัทฯ จะนำฟลาวมันสำปะหลังดังกล่าว มาพัฒนาต่อยอดเป็นเบเกอรี่สูตรต่างๆ และโครงการวิจัยนำฟลาวจากมันสำปะหลังไปประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น เนื้อสัตว์อาหารแช่แข็ง อาหารเด็ก และขนมขบเคี้ยว กับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
“บริษัท อุบลซันฟลาวเวอร์ จำกัด (UBS) บริษัทในเครือ UBE ถือเป็นผู้ผลิตแป้งมันสําปะหลังออร์แกนิครายใหญ่ของโลก และผู้ผลิตฟลาวมันสําปะหลังออร์แกนิครายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย UBS จะยังคงพัฒนาเรื่องแป้งๆ จากมันสำปะหลังของเกษตรกร ให้เป็นคาร์โบไฮเดรตแห่งอนาคต ที่ตอบโจทย์ลูกค้าทั้ง B2B / B2C ในการนำไปเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้หลากหลายมากขึ้น สามารถเพิ่มมูลค่าให้เป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่ปราศจากสารกลูเตน ให้กับคนรักสุขภาพ อีกทั้งจากข้อจำกัดการนำเข้าสินค้าที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ต้องใช้วัตถุดิบนำเข้าได้รับผลกระทบ ฟลาวมันสำปะหลังจึงเข้ามามีบทบาทที่สามารถทดแทนเป็นส่วนผสมของเบเกอรี่ หรืออาหารที่ต้องการใช้คุณสมบัติของแป้งที่มีความเหนียว ขึ้นรูป ฯลฯ และเพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น UBS ได้ลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพและขยายกำลังการผลิตฟลาว ไลน์ 2 จากเดิม 100 ตัน เป็น 300 ตันต่อวัน หรือ 90,000 ตันต่อปี เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศมากยิ่งขึ้น” นางสาวสุรียส กล่าว
นอกเหนือจากการมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ กลุ่มบริษัท UBE ยังให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจในการบริหารความยั่งยืนตามแนวทาง BCG Model และการสร้างคุณค่าร่วมให้เกิดขึ้นทั้งในด้านเศรษฐกิจ (Profit) สังคม (People) และ สิ่งแวดล้อม (Planet) ซึ่งเป็นแนวนโยบายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในทุกมิติ โดยใช้เทคโนโลยีกระบวนการผลิตแบบชีวภาพ มีการหมุนเวียนพลังงานจากของเหลือใช้มาทดแทนการใช้พลังงานจากภายนอก และมีความมุ่งมั่นในการประหยัดพลังงาน โดยมุ่งเป้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงมีการบริหารจัดการองค์กรภายใต้หลักบรรษัทภิบาล และการคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กรตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้การพัฒนาองค์กรดำรงควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม และสิ่งแวดล้อมต่อไป
บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด แถลงว่า สืบเนื่องจากการที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิดกรณีซื้อเหรียญ KUB โดยอาศัยข้อมูลภายในนั้น บริษัทขอแจ้งว่านายสำเร็จ วจนะเสถียร ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยี (Chief Technology Officer : CTO) ตามปกติจนกว่าจะเกิดความชัดเจนในกระบวนการทางกฎหมาย
จากกรณีดังกล่าวบริษัทขอยืนยัน ว่า บริษัทไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ตลอดจนการพัฒนาเครือข่าย Bitkub Chain และการดำเนินการของบริษัท ไม่ได้รับผลกระทบกับเหตุการณ์นี้แต่อย่างใด
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาและต่อไปในอนาคต บริษัทยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเครือข่าย Bitkub Chain ตามแผนงานที่ได้ให้คำมั่นสัญญากับสาธารณะชนดังที่นำเสนอผ่านเอกสาร Whitepaper ด้วยความมุ่งหวังที่จะให้ Bitkub Chain เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่แข็งแรงของประเทศไทยให้ทัดเทียมกับเครือข่ายบล็อกเชนชั้นนำระดับโลก ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถเข้าถึงได้และสร้างประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียม และโปร่งใสต่อไป
ขณะที่นายสำเร็จ โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ส่วนตัว ชี้แจงว่าตามข้อกล่าวหาของ ก.ล.ต.ว่าได้เข้าซื้อเหรียญ KUB ระหว่างวันที่ 4 ก.ย.64-2 พ.ย.64 โดยอาศัยข้อมูลภายในนั้น ตนเองรู้กฎหมายเรื่องอินไซด์เดอร์ เทรดดิ้ง เป็นอย่างดี ก่อนหน้าที่จะเข้าซื้อเหรียญ KUB ดังกล่าว ได้ทำโปรเจ็คต์ Morning Moon จึงไม่สามารถซื้อเหรียญ KUB ได้ แม้ขณะนั้นจะราคาต่ำกว่า 30 บาท จนกระทั่งโปรเจ็คต์จบลงจึงได้เข้าซื้อที่ราคา 30-32 บาท ส่วนก่อนหน้านี้ก็ซื้อเพื่อแลกเป็นค่าธรรมเนียมการเทรดใน Exchange ทันที
ช่วงเวลาที่ ก.ล.ต. กล่าวโทษดังกล่าว ตนเองเป็นผู้บริหาร BBT ซึ่งเป็นคนละบริษัทกับ Exchange และยืนยันว่าไม่รู้เรื่องดีลระหว่าง บิทคับ และ บมจ.เอสซีบี เอกซ์ (SCB) ไม่เช่นนั้นคงขายเหรียญ WAN, SNT, BNB, Ethereum ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 4 ล้านบาทเพื่อนำเงินมาลงกับ KUB ทั้งหมด ขณะที่จำนวนเงินลงทุนใน KUB ก็ใกล้เคียงกับเหรียญอื่นๆ โดยมีอยู่ 60,000 KUB
นายสำเร็จ มองว่า การเข้าซื้อเหรียญตรงกับเวลาที่เจรจาดีลเป็นความบังเอิญ ซึ่งการซื้อเหรียญ KUB มีวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนระยะยาว เพราะจนถึงวันนี้ยังไม่ได้ขายเหรียญ KUB ดังกล่าวเพื่อทำกำไร แต่มีส่วนหนึ่งนำไปแลกค่าธรรมเนียมการเทรดใน Exchange เท่านั้น ดังนั้น จึงจะขอต่อสู้ในกระบวนการทางกฎหมายต่อไป