บลจ.ยูโอบี ตั้งเป้า AUM ปีนี้พุ่งกว่า 2.6 แสนล้านบาท เติบโต 10% จากการออกกองทุนใหม่ๆ จ่อคลอด Themetic ETFเพิ่มอีก 3-4 เผยปัจจัยที่ติดตาม สงครามรัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อพุ่งดันดอกเบี้ยขาขึ้น ระบุหุ้นยังน่าสนใจลงทุนกว่าบอนด์ ระบุรับมือเงินเฟ้อได้ดีกว่า ชู 2 สูตรทยอยสะสมช่วงปรับฐานผ่าน 5 กองทุน นำโดยหุ้นจีน ยุโรป และหุ้น ESG ทั่วโลก
นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด (บลจ.ยูโอบี) เปิดเผยว่า แผนดำเนินธุรกิจปี 2565 ของบริษัท จะมี 3 ด้านหลักๆสำคัญ เรื่องแรก การพัฒนาเทคโนโลยที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงการลงทุนที่ง่าย 2.การออกกองทุนใหม่ๆ ซึ่งจะเน้นการโอกาสการลงทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนทางเลือกใหม่ๆ ให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะออกกองทุนรวม Thematic ETF อีกราว 3-6 กองทุน และออกกองทุนที่เกี่ยวกับธีมความยั่งยืน (ESG) ต่อเนื่อง และพัฒนาช่องทางการขายทุกช่องทางต่อเนื่อง โดยคาดว่า ปีนี้ การเติบโตของมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารเงิน (AUM) เติบโตขึ้น 10%จากสิ้นปีที่แล้ว AUM 2.4 แสนล้านบาท เพิ่มเป็น 2.64 แสนล้านบาท
โดยการเติบโตจะมาจากทุกธุรกิจ นำโดยกองทุนรวมจะมีการออกกองทุนใหม่เพิ่มเติมทั้ง ETF อีก 3-6 กองทุน ซึ่งจะเป็น Thematic พวกธุรกิจที่ปฏิวัตอุตสาหกรรมและนวัตกรรมรับโลกหลังโควิด ธุรกิจการเงินไร้ตัวกลางที่มีความเกี่ยวเนื่องกับคริปโทเคอร์เรนซี และธุรกิจที่เกี่ยวกับการป้องกันภัยไซเบอร์ ขณะนี้ได้ยื่นขอจัดตั้งกองงทุน ETFประมาณ 3 กองทุนกับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต. ) นอกจากนี้ยังเน้นลงทุนในหุ้นยั่งยืน(ESG) ต่อเนื่อง และเน้นลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆที่เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ซึ่งภายในสิ้นปีนี้ คาดว่า AUM จะเพิ่มขึ้นจากสิ้นปีที่แล้วที่มีมูลค่า 1.32 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อต้นปีนี้ บลจ.ยูโอบี ได้ออกร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในการพัฒนากองทุน Thematic ETF ที่เป็นกองแรกในไทย ชื่อว่า กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ฮีโร่ อีทีเอฟ (UHERO) ที่ลงทุนเมกะเทรนด์ “เกมและอีสปอร์ต” ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องซึ่งมีการลงทุนบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้และจดทะเบียนอยู่ในหลายๆประเทศ ทำให้นักลงทุนไทยได้มีโอกาสเข้าถึงผลตอบแทนที่ดี และที่สำคัญเข้าถึง ETF ได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องนำเงินไปซื้อกองทุนในต่างประเทศโดยตรง และมีการจัดการความเสี่ยงเรื่องค่าเงินจากการลงทุนผ่านนโยบายของกองทุน รวมทั้งยังเป็น ETF กองทุนแรกที่ขยายช่องทางการลงทุนผ่านบัญชีซื้อขายหุ้นที่นักลงทุนเปิดกับโบรกเกอร์ และนักลงทุนที่มีบัญชีซื้อขายกองทุนรวมผ่านตัวแทนจำหน่ายได้อีกด้วย
ในส่วนของการเติบโตลูกค้าสถาบัน คือ กองทุนสำรองเลี้ยง จะขยายฐานลูกค้าสถาบันในกลุ่มรัฐวิสาหกิจและบริษัทเอกชน หลังจากปีที่แล้ว มีลูกค้ารายใหญ่เพิ่มเข้ามาอีก 2 ราย คือ ธนาคารกรุงไทย และบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น ส่งผลให้สิ้นปีที่แล้วพอร์ตกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเติบโตสูงเกือบ 7 หมื่นล้านบาท และอีกธุรกิจคือกองทุนส่วนบุคคลที่ลูกค้าหลักจะอยู่ในกลุ่มสหกรณ์เป็นหลัก โดยสิ้นปีที่แล้วพอร์ตส่วนนี้มูลค่าประมาณ 4.2 หมื่นล้านบาท ในปีนี้ยังมีลูกค้ากลุ่มนี้สนใจให้บริษัทเข้าไปบริหารกองทุนให้อีกหลายแห่ง โดยปัจจุบัน บลจ.ยุโอบี ได้เพิ่มทางเลือกการลงทุนในธุรกิจ ESG ผ่านกองทุนรวมจากพันธมิตรระดับโลกหลายแห่ง ทำให้พอร์ตกองทุน ESG ของบริษัทมีมูลค่าถึง 1.3 หมื่นล้านบาทสิ้นปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2563 มีมูลค่าเพียง 2 พันล้านบาท สะท้อนให้เห็นนักลงทุนมีความสนใจหุ้นยั่งยืนมากขึ้น
สำรหับปัจจัยที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดและระมัดระวังการลงทุนในระยะข้างหน้า ได้แก่ การเร่งตัวขึ้นของเงินเฟ้อและอยู่ในระดับสูง จากแรงกดดันจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานเกิดสภาวะชะงักงัน (Supply Chain Disruption) ซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินที่ต้องสอดคล้องการดำเนินนโยบายทางการคลัง เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจนอกจากนี้การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลายพันธุ์อย่าง Omicron Variant รวมถึงในอนาคตที่อาจจะมีการกลายพันธุ์ใหม่ๆ จนเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล ยังคงต้องติดตามต่อเนื่อง ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า GDP ทั่วโลกอยุ่ที่ 4.4%
ปัจจัยด้านการเมืองต้องติดตามผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมถึง การเลือกตั้ง Mid Term Election ของสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี 2022 ซึ่งมีความเสี่ยงที่พรรค Democrats จะเสียเสียงข้างมากในสภาให้กับพรรค Republicans ในการเลือกตั้ง อาจทำให้การผ่านร่างนโยบายที่สำคัญในอนาคตทำได้ยากขึ้นกว่าเดิม
“เรายังเชื่อว่าหุ้นยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แม้ว่าทิศทางการดำเนินนโยบายทางการเงินของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักมีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่จะสูงขึ้น อย่างไรก็ดีปัจจัยเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในระดับต่ำมาก ทำให้หุ้นยังมีความน่าสนใจลงทุนมากกว่าตราสารหนี้ (บอนด์) รวมถึงหุ้นยังสามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นบางส่วนในราคาสินค้าหรือบริการได้ หุ้นสามารถป้องกันความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อได้ ประกอบกับ ณ ปัจจุบันตลาดได้ Priced-In หรือรับรู้ความเสี่ยงจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปมากกว่า 4-5 ครั้งแล้ว สะท้อนว่าโอกาสการปรับตัวลงเริ่มน้อย แต่ตลาดก็ยังมีประเด็นการทำ QT อย่างการลดงบดุลที่ยังขาดความชัดเจน ตลาดอาจปรับฐานอีกครั้ง จนกว่าจะมีความชัดเจนขึ้นในการประชุมเฟดวันที่ 15-16 มี.ค.ที่จะถึงนี้ ซึ่งเราคาดที่จะเห็นการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เหมือนตลาดคา“ นายวนากล่าว
นางสาวรัชดา ตั้งหะรัฐ กรรมการผู้จัดการอาวุโส สายพัฒนาธุรกิจ บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า จากภาพรวมดังกล่าว จึงแนะนำให้นักลงทุนอาศัยจังหวะที่มีการปรับฐานทยอยเข้าสะสมการลงทุนใน 5 กองทุน ดังนี้
1) การลงทุนในประเทศจีนที่ราคาหุ้นในปัจจุบันได้ซึบซับกับข่าวด้านลบในช่วงที่ผ่านมา และปัจจุบันเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายจากภาครัฐที่สนับสนุนตลาดมากขึ้นและคาดว่าตลาดจีนจะมีบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นในปี 2022 แนะนำลงทุนใน กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ออล ไชน่า อิควิตี้ ฟันด์ - หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (UCHINA) และ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ไชน่า เอ แชร์ อินโนเวชั่น ฟันด์ - หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (UCI)
2) สำหรับนักลงทุนที่มีเป้าหมายการลงทุนในระยะกลาง-ยาว แนะนำอาศัยจังหวะที่มีการปรับฐานแรงทยอยสะสมการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงและเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านกองทุนเปิด ยูไนเต็ด อิควิตี้ ซัสเทนเนเบิล โกลบอล ฟันด์ (UESG), กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ซัสเทนเนเบิล อิควิตี้ โซลูชั่น ฟันด์ - หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ถือหน่วยลงทุนทั่วไป (USUS) ที่ลงทุนในธีมที่เกี่ยวข้องกับแนวคิด ESG รวมถึง กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินโนเวชั่น ฟันด์ (UNI) ที่เน้นการลงทุนในหุ้นที่เป็นนวัตกรรม