‘บมจ. พีซแอนด์ลีฟวิ่ง’ เล็งขายหุ้น IPO จำนวน 84 ล้านหุ้น ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดเข้าเทรดวันแรกภายในไตรมาสแรกนี้ เตรียมนำเงินพัฒนาโครงการใหม่ๆ เผยปีนี้ทยอยเปิดตัว 3 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 3,045 ล้านบาท ราวไตรมาส 3/2565 พร้อมวางกลยุทธสร้างการเติบโต3 รูปแบบ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา และ ด้านสื่อสารการตลาดและส่งเสริมการขาย
นายประสพศักดิ์ ศิริโสภณา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีซแอนด์ลีฟวิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PEACE ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์บ้านแนวราบ เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 84 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 20%ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด ซึ่งคาดว่า PEACE จะเข้าทำการซื้อขายวันแรกใน SET ภายในไตรมาสแรกของปี 2565 นี้
สำหรับการเงินที่ได้จากการระดมทุนจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงินและเพิ่มขีดความสามารถในการขยายธุรกิจรองรับการพัฒนาโครงการใหม่ๆ โดยปัจจุบัน บริษัทฯ เน้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบ อาทิ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮมแบบ 2 ชั้น และ 3 ชั้น ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายใต้แบรนด์ “The Glamor” “Cordiz” และ “Cher”และเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ล่าสุด 2 แบรนด์ ได้แก่ “Cherene” และ “CHEREA VICINITY” โดยกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทฯ ได้แก่ คนกรุงเทพชั้นกลาง ชั้นนอก และปริมณฑลที่ต้องการบ้านแนวราบ ทำเลส่วนใหญ่ใกล้ถนนสายหลัก ใกล้ขนส่งสาธารณะ เพื่อเดินทางเข้าออกง่าย
ปัจจุบันโครงการในอนาคตที่อยู่ระหว่างการพัฒนามี 3 โครงการ คาดว่าจะทยอยเปิดตัวได้ในไตรมาส 3/2565 เป็นต้นไป รวมมูลค่าโครงการกว่า 3,045 ล้านบาท แบ่งเป็น 1. โครงการ Cherene กรุงเทพกรีฑา – ร่มเกล้า เป็นบ้านเดี่ยว มูลค่าโครงการประมาณ 648 ล้านบาท 2. โครงการ CHEREA VICINITY ราชพฤกษ์ – เจษฎาบดินทร์ เป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม 2 ชั้น มูลค่าโครงการประมาณ 1,845 ล้านบาท และ 3. โครงการ Cher ราชพฤกษ์ - พระราม 5 เป็นทาวน์โฮม 2 – 3 ชั้น มูลค่าโครงการประมาณ 552 ล้านบาท โดยโครงการของ PEACE จะเน้นการสร้างบ้านที่มีคุณภาพดีที่สุดสำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ในราคาที่เหมาะสม พร้อมให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบ ที่มาพร้อมกับฟังก์ชันในด้านต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยจริง
โดยบริษัทได้วางกลยุทธสร้างการเติบโต 3 รูปแบบ ดังนี้
1.) กลยุทธ์ทางด้านผลิตภัณฑ์ พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ หลากหลายเซ็กเมนต์ทั้งประเภท บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม พร้อมสำรวจความต้องการซื้อและการแข่งขันในตลาดในปัจจุบัน โดยทีมวิจัยตลาดภายในของบริษัทฯ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์พฤติกรรมกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในพื้นที่ ก่อนการพัฒนาโครงการ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และให้ความสำคัญกับการออกแบบบ้านให้มีพื้นที่ใช้สอยรองรับความต้องการในการอยู่อาศัยในปัจจุบันและอนาคต
2.) กลยุทธ์ทางด้านราคา บริษัทฯ ได้คัดสรรที่ดินในทำเลที่มีศักยภาพทั้งทำเลที่ตั้ง ขนาดที่ดิน และราคาที่ดิน มีการศึกษาความเป็นไปได้โครงการ (Feasibility) เพื่อนำมาพิจารณาในการซื้อที่ดินเพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม และเป็นราคาที่สามารถพัฒนาโครงการและแข่งขันได้ พร้อมกำหนดราคาโดยคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อม ได้แก่ ต้นทุน ศักยภาพโครงการ สภาพการแข่งขัน แนวโน้มราคาที่ดิน และอัตรากำไรที่เหมาะสมสำหรับอุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย (Residential real estate industry) ที่สอดคล้องกับความสามารถในการซื้อของลูกค้า ภายใต้แนวคิด “ที่ดินทุกผืนมีผืนเดียวบนโลก” ทำให้บริษัทฯ สามารถปิดการขายภายในระยะเวลาตามแผนของโครงการ
3.) กลยุทธ์ทางด้านสื่อสารการตลาดและส่งเสริมการขาย มีการวิเคราะห์ข้อมูลภาวะอุตสาหกรรมและวิจัยตลาดอย่างสม่ำเสมอ (Market Research) โดยละเอียด เพื่อวางกลยุทธ์ทางด้านการตลาดตั้งแต่การพัฒนาโครงการจนถึงงานขาย และเพื่อให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของภาวะอุตสาหกรรม สภาวะตลาด การแข่งขันในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต และให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่กำหนด โดยเลือกใช้สื่อโฆษณาให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการจะทำการสื่อสาร พร้อมติดตามประสิทธิภาพเพื่อปรับแผนการตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้ง 3 กลยุทธที่ดำเนินการมาต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทบริหารพอร์ตสินค้าคงเหลือได้เป็นอย่างดี และสามารถขายบ้านและปิดการขายโครงการที่ผ่านมาได้ทั้งหมด
นายฉันทวิทย์ โอฬารรัตนชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานการเงินและบริหารทั่วไป บมจ. พีซแอนด์ลีฟวิ่ง เปิดเผยว่า แนวคิดของการพัฒนาโครงการภายใต้ พีซแอนด์ลีฟวิ่ง มีการกำหนดแนวทางและระยะเวลาในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ชัดเจน และสามารถดำเนินการตามแผนดังกล่าวได้ตามเป้าหมาย โดยมีแนวทางในการเริ่มเปิดขายโครงการภายใน 12-15 เดือน นับจากวันที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินสำหรับการพัฒนา และมีเป้าหมายในการปิดโครงการ หรือการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูกค้าร้อยละ 100 ภายใน 2 – 3 ปี (สำหรับโครงการที่มีจำนวนยูนิตไม่เกิน 200 ยูนิต) และภายใน 3 – 5 ปี (สำหรับโครงการที่มีจำนวนยูนิตเกิน 200 ยูนิต)
บริษัทฯ สามารถสร้างผลการดำเนินงานให้เติบโตต่อเนื่องมาโดยตลอด ทั้งรายได้และการทำกำไรสุทธิต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 – 2564 ดังนี้
ปี 2562 รายได้รวม 429.77 ล้านบาท กำไรสุทธิ 31.51 ล้านบาท
ปี 2563 รายได้รวม 866.88 ล้านบาท กำไรสุทธิ 133.71 ล้านบาท
ปี 2564 (9เดือน) รายได้รวม 809.57 ล้านบาท กำไรสุทธิ 150.75 ล้านบาท
“อย่างไรก็ตาม ปีที่แล้วงวด 9 เดือน กำไรเพิ่มขึ้น 74.68% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 86.30 ล้านบาท เติบโตแข็งแกร่งจากการทยอยรับรู้ยอดโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการต่างๆ อาทิ โครงการ Cher งามวงศ์วาน – ประชาชื่น, โครงการ Cher สุขสวัสดิ์ – พุทธบูชา เป็นต้น ซึ่ง ณ 30 กันยายน 2564 บริษัทฯ มีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายและโอนกรรมสิทธิ์ 7 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 4,717 ล้านบาท มียอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) 600 ล้านบาท ประกอบกับบริษัทบริหารสัดส่วนหนี้ต่อทุน (D/E) และมีอัตราดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืม (Cost of Fund) ค่อนข้างต่ำ อยู่ในระดับเดียวกับบริษัทชั้นนำของอุตสาหกรรม ทำให้บริษัทมีศักยภาพในการซื้อที่ดิน สำหรับรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคตได้เป็นอย่างดี”นายฉันทวิทย์ กล่าว
นายประเสริฐ ตันตยาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า PEACE เป็นผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบนับจากอดีตถึงปัจจุบันมีการพัฒนาโครงการมาแล้วรวมทั้งสิ้น 22 โครงการ ภายใต้ผู้บริหารผสมผสาน 2 รุ่น ที่ช่วยพัฒนาแบรนด์ให้แข็งแกร่ง รักษาอัตราการเติบโตในระยะยาว พร้อมให้ความสำคัญกับการสร้างผลงานคุณภาพในทุกขั้นตอน การจัดตั้งนิติบุคคล และบริการหลังการขาย ส่งผลทำให้บริษัทฯมีความน่าเชื่อถือในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ระบบการเงินมั่นคง และไม่เคยประสบปัญหาหนี้ NPL กับสถาบันการเงินตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี2540
สำหรับ บมจ.พีซแอนด์ลีฟวิ่ง มีทุนจดทะเบียน 420 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1.00 บาท โดยมีทุนเรียกชำระแล้ว 336 ล้านบาท คิดเป็นหุ้นสามัญจำนวน 336 ล้านหุ้น และจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 84 ล้านหุ้น โดยจะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหลักทรัพย์ในครั้งนี้ ภายหลังหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ไปใช้เพื่อเป็นเงินลงทุนซื้อที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในบริษัทฯ