Public Relation

EXIM BANK ปักธงปี 65 สินเชื่อส่งออกโต 1.65 แสนล้าน เพิ่มลูกค้าใหม่ 2,500 ราย ตรึงดอกเบี้ยหนุนธุรกิจพลิกฟื้น
9 ก.พ. 2565

EXIM BANK กางแผนธุรกิจปี 65 ปักธงปล่อยกู้หนุนผู้ส่งออกใหม่เพิ่ม 2,500 ราย/ปี  ดันพอร์ตสินเชื่อโต 1.65 แสนล้านบาท มั่นใจสสิ้นปีปี 67 สินเชื่อแตะ 2 แสนล้านบาท  เผยขยายวงเงินปล่อยกู้ผ่านดิจิทัลรายละ 20 ล้านบาท จากเดิม 15 ล้านบาท อนุมัติเร็ว 3 ชั่วโมง  พร้อมดูแล NPL ไม่ให้เกิน 3%  พร้อมตรึงดอกบเี้ยช่วยลูกค้าฟื้นตัวต่อในปีนี้ เปิดผลดำเนินงานปี 64 กำไรพุ่ง 1.5 พันล้านสูงสุดรอบ 5ปี ยอดสินเชื่อคงค้างโต 12% หนี้เสียต่ำ 2.73%

 

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ที่มุ่งเน้นบทบาท “ธนาคารเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เปิดเผยเป้าหมายแผนดำเนินงานของ EXIM BANK ในปี 2565 และในอนาคต ว่า  ในปีนี้ แผนดำเนินธุรกิจจะมุ่งเน้นไปสู่การกระจายสินเชื่อดูแลลูกค้าผู้ส่งออกและผู้นำเข้า รวมไปถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับกลุ่มส่งออก-นำเข้าด้วย เพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ  โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มลูกค้าใหม่ไม่ต่ำกว่า 2,500 รายต่อปี เพิ่มขึ้น 5 เท่าจากเดิม และคาดว่าปีนี้ ยอดสินเชื่อคงค้าง (พอร์ตสินเชื่อรวม) เพิ่มขึ้นเป็น 165,000 ล้านบาท และเพิ่มเขึ้นแตะ 200,000 ล้านบาท ภายในปี 2567 

 

พร้อมกันนี้ ธนาคารได้ขยายวงเงินสินเชื่อสำหรับการปล่อยกู้ผ่านดิจิทัล จากเดิมวงเงิน 15 ล้านบาท เป็น 20 ล้านบาท ผ่านการพิจารณาของระบบ Credit Scoring เพิ่มความสะดวกและรวดเร็ว ที่สำคัญลดเวลาในการอนุมัติได้เร็วภายใน  3 ชั่วโมง จากแบบเดิมที่ต้องยื่นเอกสารต่างๆและรอเจ้าหน้าที่พิจารณาใช้เวลาถึง 3 วัน และในอนาคตจะขยายวงเงินเพิ่มเป็น 25 ล้านบาทและ 30 ล้านบาทต่อไป

 

ในส่วนของหนี้เสีย  ดร.รักษ์ กล่าวว่า  ปีนี้เป็นปีที่มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ตามนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท. ) ทยอยครบอายุภายในปีนี้   แนวโน้มหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นมาไม่เกิน 3% จากสิ้นปี 2564 NPL2.73%ต่ำกว่า NPL ทั้งระบบที่อยู่ราว 5% แต่อย่างไรก็ตาม พอร์ตรวมส่วนใหญ่ของธนาคารเป็นสินเชื่อดีกว่า 97% 

 

สำหรับทิศทางการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้  ดร.รักษ์ กล่าวว่า แม้ว่าแนวโน้มดอกเบี้ยเข้าสุ่ขาขึ้นในปีนี้ แต่ EXIM BANK จะพยายามยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถพลิกฟื้นกลับมาได้มากที่สุด

 

 "เรื่องการปรับดอกเบี้ยขึ้น ในส่วนของ EXIM BANK ยังไม่แน่ จะพยายามปรับขึ้นให้ช้าที่สุด ผมอยากให้ปีนี้เป๊แห่งการฟื้นไข้ของลูกค้าเราไปก่อน ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ย delay น่าจะช่วยผ่อนปรนภาระจ่ายของลูกหนี้ได้ดี" ดร.รักษ์กล่าว

 

สำหรับภารกิจของ EXIM BANK ในปีนี้และในอนาคต  ดร. รักษ์ กล่าวว่า ภารกิจแรก “ซ่อม” อุตสาหกรรมที่ประสบวิกฤต เช่น สายการบิน พาณิชยนาวี และอุตสาหกรรมที่เริ่มไปต่อไม่ได้ โดยสนับสนุนให้เกิดการ Transform ธุรกิจและพัฒนากิจการตอบโจทย์ลูกค้ายุค Next Normal  โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อในธุรกิจสายการบินที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ซึ่งธนาคารได้เข้าไปช่วยเหลือ 4 สายการบิน ด้วยการปล่อยสินเชื่อเกือบ 7,000 ล้านบาท เพื่อช่วยให้มีสภาพคล่องหมุนเวียนและให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งสถานการณ์อัตราผู้โดยสารก็เริ่มปรับตัวดีขึ้น แม้ได้รับผลกระทบจากโควิด "โอมิครอน" อยู่บ้างก็ตาม อย่างไรก็ตาม คาดว่าธุรกิจสายการบินน่าจะกลับมาดีขึ้นได้ภายในไตรมาส 3หรือไตรมาส 4 นี้ 

 

ภารกิจที่สอง “สร้าง” อุตสาหกรรมสู่อนาคต ตอบโจทย์การสร้างความยั่งยืน อาทิ การสนับสนุนสินเชื่อให้แก่ธุรกิจที่เสริมสร้างเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio, Circular, Green Economy : BCG Economy) และสร้างนักรบเศรษฐกิจหน้าใหม่ที่พร้อมบุกตลาดโลก โดยมุ่งเน้นบ่มเพาะกลุ่มผู้ผลิตเพื่อผู้ส่งออก (Indirect Exporters) ให้ผันตัวมาเป็นผู้ส่งออก เริ่มต้นจากการค้าออนไลน์บน EXIM Thailand Pavilion ที่เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์ม Alibaba โดยคาดว่าในอนาคต พอร์ตสินเชื่อธุรกิจที่เกี่ยวกับ BCG Economy จะมีสัดส่วน 75%ของพอร์ตรวมหรือราว 150,000 ล้านบาท และส่วนที่เหลือ 25% เป็นสินเชื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่งออก 

 

ภารกิจที่สาม  “เสริม” การค้าการลงทุนของไทยในต่างประเทศ ทั้งตลาดหลักและตลาดใหม่ อาทิ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership : RCEP) และภารกิจสุดท้าย  “สานพลัง” กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเดินเกมเปลี่ยนแปลงประเทศไทย สร้างคุณค่าและผลลัพธ์การพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2564 ดร.รักษ์ กล่าวว่า แม้ว่าโควิด-19 จะทำให้เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ แต่ EXIM BANK สามารถพลิกผลประกอบการกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง โดยมีกำไรสุทธิสูงถึง 1,531 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 5 ปี ด้วยการขยายบทบาทการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยทั้งด้านการเงิน (สินเชื่อและประกัน) และไม่ใช่การเงินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พอน?จสินเชื่อคงค้าง 152,773 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้าถึง 17,545 ล้านบาทหรือ 12.97% ซึ่งเป็นผลงานด้านสินเชื่อที่สูงสุดตั้งแต่เปิดดำเนินการมา 28 ปี แบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อการค้า 40,259 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อการลงทุน 112,514 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 13.50% จากปีก่อน สะท้อนบทบาทการเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนา (Development Bank) โดยการให้สินเชื่อทั้งหมดของ EXIM BANK ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ (Business Turnover) 196,726 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นปริมาณธุรกิจของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) 70,797 ล้านบาท หรือคิดเป็น 35.99%

 

ด้านการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ขยายฐานการค้าและการลงทุนไปยังต่างประเทศ ณ สิ้นปี 2564 EXIM BANK มีวงเงินสะสมสินเชื่อโครงการระหว่างประเทศรวม 102,152 ล้านบาท โดยเป็นสินเชื่อคงค้างจำนวน 66,254 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,870 ล้านบาทหรือ 17.50% เมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ EXIM BANK ยังสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการขยายการส่งออกและการลงทุนไปยังกลุ่มประเทศ New Frontiers รวมถึง CLMV โดยปี 2564 มีสินเชื่อคงค้างจำนวน 50,066 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,312 ล้านบาทหรือ 25.94% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้รุกตลาด New Frontiers รวมถึง CLMV ซึ่งมีโอกาสทางธุรกิจและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง

 

ด้านบริการประกันการส่งออกและการลงทุน ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจแก่ผู้ส่งออกและนักลงทุนไทย ปี 2564 EXIM BANK มีปริมาณธุรกิจด้านการรับประกันการส่งออกและการลงทุนเท่ากับ 153,466 ล้านบาท สูงสุดตั้งแต่เปิดดำเนินการเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นถึง 18,394 ล้านบาท หรือ 13.62% เมื่อเทียบกับปีก่อน

 

นอกจากนี้ EXIM BANK ได้ทำหน้าที่สนับสนุนผู้ประกอบการทั้งในด้านการเงินและไม่ใช่การเงิน ด้วยการออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขยายระยะเวลาการชำระเงิน พักชำระหนี้ และปรับโครงสร้างหนี้ รวมทั้งให้การสนับสนุนด้านข้อมูลและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถปรับตัวและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ผ่านการให้คำปรึกษาและจัดอบรม/สัมมนาออนไลน์ ทั้งนี้ ปี 2564 EXIM BANK ได้ช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงินแก่ผู้ประกอบการกว่า 12,800 ราย ด้วยวงเงินรวมประมาณ 73,800 ล้านบาท

 

EXIM BANK มีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) ณ สิ้นปี 2564 อยู่ที่ 2.73% ลดลงจาก 3.81% ณ สิ้นปี 2563 โดยมีสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จำนวน 4,166 ล้านบาท แต่มีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss) จำนวน 11,670 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง คิดเป็นอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) 280.11%

 

นอกจากนี้ ในปีที่แล้ว EXIM BANK ยังได้รับอนุมัติเงินเพิ่มทุนจากกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ จำนวน 4,198 ล้านบาท นับเป็นการเพิ่มทุนครั้งแรกในรอบ 12 ปี โดยได้รับเงินแบ่งจ่ายงวดที่ 1 จำนวน 2,198 ล้านบาทในเดือนพฤศจิกายน 2564 และงวดที่ 2 อีกจำนวน 2,000 ล้านบาทภายในปี 2565 เปรียบเสมือนการเติมน้ำมันให้ EXIM BANK เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถทำการค้าการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างเข้มแข็ง 

 

“โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Next Normal ที่ผู้คนเริ่มปรับตัวได้กับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะจากโควิด-19 พร้อมกับโอกาสที่กำลังเข้ามาตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การสร้างผู้ส่งออกใหม่จากกลุ่มผู้ผลิตเพื่อผู้ส่งออกที่มีจำนวนมากจะทำให้ธุรกิจส่งออกของไทยมีจำนวนรายและมูลค่าเพิ่มขึ้น เป็นการขยายฐานการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานรากสู่ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมั่นคง ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของ GDP ขณะเดียวกันยังช่วยนำพาผู้ประกอบการไทยให้เข้าถึงโอกาสใหม่ ๆ ทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยมี EXIM BANK ทำหน้าที่ซ่อม สร้าง เสริม และสานพลังการพัฒนาผู้ประกอบการไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน สร้างผลผลิตเป็นนักรบเศรษฐกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรม และระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยและภาคการส่งออกให้กลับมาเติบโตได้ทวีคูณและยั่งยืน” ดร.รักษ์ กล่าว

 

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com