Economies

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 33.32 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลง เล็กน้อย”
2 ก.ย. 2569

กรุงไทย มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.20-33.45 บาท/ดอลลาร์ รอลุ้น รายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ในเดือนสิงหาคม และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.32 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลง เล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.24 บาท/ดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง ทะลุโซนแนวต้าน 33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.23-33.33 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์ทยอยปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) ได้ทยอยปรับตัวลงสู่ระดับ 4,330 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้น ซึ่งหนุนให้ ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI พุ่งขึ้น สู่ระดับ 95.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามลำดับ ขณะเดียวกัน ภาพดังกล่าวยังได้ทำให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ เป็นราว 60% จากระดับราว 50% ในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ที่ออกมาผสมผสาน อาทิ ดัชนี ISM PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม เดือนสิงหาคม ได้ชะลอลงสู่ระดับ 54.6 จุด (ต่ำกว่าที่ตลาดคาด 55.2 จุด) แต่ ดัชนีในส่วนราคา (ISM Manufacturing Prices) กลับทรงตัวที่ระดับ 71.1 จุด (สูงกว่าที่ตลาดมอง 70.5 จุด) ส่วน ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) เดือนกรกฎาคม อยู่ที่ระดับ 7.271 ล้านตำแหน่ง น้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ 7.33 ล้านตำแหน่ง 

บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมยังคงถูกกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น ซึ่งหนุนการปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ อีกทั้งยังหนุนให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง กดดันบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth  ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจาการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของหุ้นกลุ่มพลังงาน รวมถึงหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.79% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.71 ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง -1.03% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.56% ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และ สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังคงร้อนแรงอยู่ ทั้งนี้ ภาพดังกล่าวยังพอช่วยหนุนตลาดหุ้นยุโรปบ้าง ผ่านการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่ม Defensive อาทิ กลุ่ม Healthcare และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคบางส่วน เช่น Unilever +0.7% 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นทะลุโซน 4.80% หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงทวีความร้อนแรงต่อ สร้างความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อของผู้เล่นในตลาด และทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ แม้ว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะทยอยปรับตัวสูงทดสอบโซน 4.80% อีกทั้ง ยังคงมีความเสี่ยงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจากระดับบอนด์ยีลด์ระยะยาวปัจจุบัน สามารถรองรับความเสี่ยงในกรณีที่ FED อาจ เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้จริง ตามที่ตลาดกำลังคาดหวัง (แต่ Base Case ของเรา ยังคงมองว่า FED จะเลือกคงดอกเบี้ยในปีนี้) ซึ่ง FED อาจเลือกเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ในปีนี้ ทำให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 5.00% ได้ ซึ่งยังคงไม่ถึง จุด Break-Even Yield (ระดับบอนด์ยีลด์ที่ทำให้ การถือครองจากระดับปัจจุบันจะเริ่มขาดทุนในภาพของผลตอบแทนรวม หรือ Total Return) ปัจจุบันของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่อาจสูงถึง 5.20%-5.30% และที่สำคัญ เรามองว่า การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในปีหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้น และหนุนโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.7 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.5-99.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ยังคงสร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ส่งผลให้ ราคาทองคำปรับตัวลงสู่โซน 4,375 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ในเดือนสิงหาคม ที่อาจช่วยสะท้อนถึง แนวโน้มยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ซึ่งจะรับรู้ในช่วงวันศุกร์นี้ได้ นอกจากนี้ ในช่วงราว 01.00 น. ของเช้าวันพฤหัสบดีนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ (FED’s Beige Book) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED  

ในฝั่งเอเชีย บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 2.75% หลังอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง กว่าเป้าหมายของ RBNZ  

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์กลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหุ้นในธีม AI/Semiconductor

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า การทยอยอ่อนค่าของเงินบาททะลุโซนแนวต้านแถว 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ นั้น ได้เปิดโอกาสให้ เงินบาทยังมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อ โดยจะมีโซนแนวต้านในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์ เป็นแนวต้านสำคัญ ที่ต้องจับตาใกล้ชิด เนื่องจากการอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าว จะทำให้ในเชิงกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายสัปดาห์นั้น เงินบาทจะพลิกกลับมาอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงการอ่อนค่าลงของเงินบาทกลับไปทดสอบโซน 33.80-34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง โดยเรามองว่า ปัจจัยกดดันเงินบาทในช่วงนี้ จะยังคงเป็นภาพสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น หนุนให้ ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และเพิ่มโอกาส FED (รวมถึงบรรดาธนาคารกลางอื่นๆ) เดินหน้าขึ้น ดอกเบี้ย ซึ่งยิ่งสร้างแรงกดดันต่อเงินบาทเพิ่มเติม ผ่านการกดดันให้ ราคาทองคำปรับตัวลดลง โดยเฉพาะในช่วงนี้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทกับราคาทองคำกลับมาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอีกครั้ง (Correlation 20-Trading Day ระหว่างเงินบาทกับทองคำ แตะระดับ 0.85 ส่วน เงินบาทกับดัชนีเงินดอลลาร์ อยู่ที่ระดับ -0.61) 

อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงขายของผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออก ที่ต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้าน 33.30-33.50 บาทต่อดอลลาร์ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์อาจยังไม่ได้แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องมากนัก เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ เพิ่มเติม ก่อนปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน ซึ่งภาพดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ในช่วงวันศุกร์นี้ หลังตลาดรับรู้ รายงานยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) และข้อมูลอื่นๆ อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดยังมีความระมัดระวังตัวบ้าง ต่อความเสี่ยงการเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หลังล่าสุด เงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงทะลุโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง 

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” แต่หากเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จะเป็นการกลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ใน Time Frame รายสัปดาห์ (เงินบาทได้กลับมาอยู่ในแนวโน้ม อ่อนค่าลง ใน Time Frame รายวัน หลังอ่อนค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์) 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.20-33.45 บาท/ดอลลาร์

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com