Economies

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 33.17 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”
14 ส.ค. 2569

กรุงไทยคาดค่าเงินบาท ในช่วง 24 ชั่วโมง จะอยู่ที่ระดับ 33.10-33.30 บาท/ดอลลาร์ หลังเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.17 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” รอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ

 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.17 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.14 บาทต่อดอลลาร์ 

 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงเล็กน้อย เข้าใกล้โซนแนวต้าน 33.20 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.11-33.20 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยการทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่องของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่เผชิญแรงขายทำกำไรจากผู้เล่นในตลาดเพิ่มเติม หลังราคาทองคำไม่สามารถปรับตัวขึ้นเหนือโซนแนวต้าน 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ นอกจากนี้ ราคาทองคำยังถูกกดดันเพิ่มเติมจาก บรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน โดยเฉพาะฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นได้โดดเด่น หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 93% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้) จากรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนกรกฎาคม ที่ชะลอตัวลงกว่าคาด สู่ระดับ +4.7%y/y (+0.0%m/m) อนึ่ง แม้ผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ทว่า เงินดอลลาร์กลับไม่ได้อ่อนค่าลงชัดเจน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึง การอ่อนค่าลงของสกุลเงินหลักฝั่งยุโรป อย่าง เงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นโดดเด่น กว่าตลาดหุ้นยุโรปพอสมควร ส่วนเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ทยอยอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 160 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน และความพยายามของผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่ต้องการทดสอบแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินของทางการญี่ปุ่น ท่ามกลางกระแสข่าวความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในช่วงนี้  

 

บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ตามการทยอยปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย จากรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ที่ชะลอลงมากกว่าคาด อีกทั้ง รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ยังคงออกมาสดใส อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงทำให้ผู้เล่นในตลาดไม่รีบเปิดรับความเสี่ยงอย่างเต็มที่ ทำให้ โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +0.13% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.65% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น +0.81% 

 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ย่อตัวลงเล็กน้อย -0.04% แม้จะได้อานิสงส์บ้างจากความกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่ทยอยลดลงเพิ่มเติม ตามรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด สะท้อนผ่านการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นธีม AI/Semiconductor ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังคงเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มเหมืองแร่ หลังราคาพลังงาน รวมถึง ราคาแร่โลหะ เช่น ทองคำ ทยอยปรับตัวลดลงในช่วงนี้ อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่รีบเพิ่มความเสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง 

 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง สู่ระดับ 4.65% ตามการทยอยปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม หลังรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ล่าสุด ออกมาต่ำกว่าคาด อย่างไรก็ดี ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่ ได้จำกัดการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ แม้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเคลื่อนไหวผันผวนในช่วงที่ผ่านมา ทว่า เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)

 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวนไร้ทิศทางที่ชัดเจน โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามการปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย หลังดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ออกมาต่ำกว่าคาด ทว่า เงินดอลลาร์ทยอยรีบาวด์ขึ้น ตามการอ่อนค่าลงของบรรดาสกุลเงินหลัก ตามการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่โดดเด่น อีกทั้ง สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอนสูงอยู่ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) เคลื่อนไหวแถวโซน 99.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.7-100 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) จะได้แรงหนุนบ้าง ตามการปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ทว่า ผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังคงเดินหน้าขายทำกำไรทองคำ กอปรกับภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีอยู่ กดดันให้ ราคาทองคำทยอยย่อตัวลงต่อเนื่อง สู่โซน 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้ง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนกรกฎาคม และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนสิงหาคม ซึ่งจุดสนใจของผู้เล่นในตลาดจะอยู่ที่ รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ที่จะช่วยประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ได้

 

ในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน ผ่านรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2

 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน 

 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

 

ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม ตามแรงขายทำกำไรทองคำ ที่อาจกดดันให้ ราคาทองคำปรับตัวลดลงเพิ่มเติม และเรามองว่า การปรับตัวลงของราคาทองคำในช่วงนี้ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กดดันเงินบาทให้อ่อนค่าลง หลังเงินดอลลาร์เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงมากนัก อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงแถวโซนแนวต้าน 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ เนื่องจากโซนดังกล่าวเป็นทั้งโซนแนวต้านในเชิงเทคนิคัล แถวเส้นค่าเฉลี่ย EMA-20 วัน และ 50 วัน อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดบางส่วน อย่างฝั่งผู้ส่งออก ได้รอทยอยขายเงินดอลลาร์ในช่วงดังกล่าวบ้าง (แนวต้านถัดไป ซึ่งมีนัยสำคัญ คือ โซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน และการปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย อาจพอช่วยหนุนเงินบาทบ้าง อย่างน้อยผ่านการจำกัดไม่ให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ชัดเจน รวมถึงอาจช่วยหนุนเงินบาท ผ่านแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติ ที่มีโอกาสทยอยกลับเข้ามาบ้าง หลังจากตลอดทั้งสัปดาห์ นักลงทุนต่างชาติได้ทยอยขายสินทรัพย์ไทยราว -8 พันล้านบาท (ขายหุ้นสุทธิ -935 ล้านบาท และขายบอนด์สุทธิ -7.2 พันล้านบาท) อนึ่ง แม้เงินบาทจะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เรามองว่า การแข็งค่าของเงินบาทอาจจำกัดแถวโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง จนทำให้ ผู้เล่นในตลาดเชื่อว่า FED อาจคงดอกเบี้ยได้ในปีนี้ หรืออย่างน้อย ปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย เพิ่มเติม (ตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ราว 50% อาจส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้ราว 25 สตางค์) 

 

เนื่องจากเงินบาทได้ทยอยแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายวัน นั้น จะถือว่า เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้ม “แข็งค่า” หรืออย่างน้อยเคลื่อนไหว Sideways และ หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.10-33.30 บาท/ดอลลาร์ 

 

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com