ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.39 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” กรุงไทยคาดในช่วง 24 ชั่วโมง จะอยู่ที่ระดับ 33.25-33.50 บาท/ดอลลาร์ รอติดตามการประชุม FOMC
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.39 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.30 บาท/ดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง (แกว่งตัวในกรอบ 33.23-33.41 บาท/ดอลลาร์) ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังเรือบรรทุกน้ำมันและเรือขนส่ง LNG ถูกโจมตีโดยอิหร่านในพื้นที่บริเวณช่องแคบ Hormuz ส่งผลให้สหรัฐฯ โจมตีตอบโต้อิหร่าน และยกเลิกใบอนุญาตการขายน้ำมันดิบของอิหร่านอีกครั้ง (หลังกลับมาอนุญาต ในช่วงที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิง) ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น พร้อมกับหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ (ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ของ FED ในปีนี้ เป็น 38% จากราว 20% ในวันก่อน) นอกจากนี้ ภาพดังกล่าวยังได้กดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) พลิกกลับมาปรับตัวลดลงสู่โซน 4,100 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาท
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ท่ามกลางแรงขายบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ตอบรับการปรับตัวลงแรงของหุ้นกลุ่มดังกล่าวในฝั่งเอเชีย หลัง Samsung Electronics รายงานผลประกอบการที่เติบโตแข็งแกร่ง แต่ยังไม่สามารถทำให้นักลงทุนพอใจได้ นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มดังกล่าวยังเผชิญแรงกดดันจากกระแสข่าว DeepSeek อาจพัฒนา ชิป AI ท่ามกลางความพยายามของจีนที่จะลดการพึ่งพาชิปจากบริษัทอื่นๆ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.45% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -1.16%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.65% ท่ามกลางแรงขายหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ที่รุนแรงไม่ต่างกับฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาทิ ASML -7.3% นอกจากนี้ การปรับตัวลงของราคาแร่โลหะในช่วงนี้ ยังเพิ่มแรงกดดันต่อราคาหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ อย่าง Rio Tinto -3.0% ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน นำโดย Shell +3.3% รวมถึงการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive ทั้งกลุ่ม Healthcare และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค หลังบรรยากาศในตลาดยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้ง สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่กลับร้อนแรงขึ้นในช่วงนี้
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวขึ้นทะลุโซน 4.50% สู่ระดับ 4.55% อีกครั้ง ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ ตามการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้น โดยจะเห็นได้ว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้นสอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรยากาศในตลาดการเงิน อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ)
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงจากความกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลางและแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor รวมถึงการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 101.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.8-101.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งได้หนุนการปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จนนำไปสู่การปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ก่อนที่จะแกว่งตัวแถวโซน 4,100-4,120 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานการประชุม FOMC ล่าสุด (FOMC Meeting Minutes) ที่จะรับรู้ในช่วงราว 1.00 น. ของเช้าวันพฤหัสฯ นี้ ตามเวลาประเทศไทย เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
ส่วนในฝั่งเอเชีย-แปซิฟิก บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) อาจขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 2.50% เพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจนิวซีแลนด์ยังสามารถรองรับการขึ้นดอกเบี้ยได้บ้าง
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินและสร้างความผันผวนได้พอควร
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจยังคงประเมินว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นมากและลุกลามบานปลาย จนอาจทำให้ ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องอีกครั้ง และทั้งสหรัฐฯ กับอิหร่าน อาจกลับมาเจรจากันอีกครั้งได้ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมุมมองของผู้เล่นต่อความคาดหวังดังกล่าว อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ ตลาดการเงินยังไม่ได้ตอบสนองต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุด มากนัก (ตลาดไม่ได้ปิดรับความเสี่ยงรุนแรง) และที่สำคัญ จากการติดตามข้อมูลการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ของเราล่าสุด พบว่า การเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ยังอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี เรามองว่า ยังคงต้องติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการตอบโต้จากฝั่งอิหร่าน และการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz จากแหล่งข้อมูลต่างๆ
ทั้งนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน รวมถึงการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลก อาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินบาท ผ่านแรงขายสินทรัพย์ไทย ทั้งหุ้นและบอนด์ (โดยเฉพาะ บอนด์ระยะยาว ที่เกิดแรงขายทำกำไรขึ้นจริง ตามที่เราประเมินไว้ในวันก่อนหน้า) ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจยังคงจำกัดแถวโซนแนวต้านสำคัญ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ จนกว่า ผู้เล่นในตลาดจะปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในระยะสั้น ก่อนรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ เรามองว่า ภาพดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ต้องรุนแรงขึ้นมาก จนหนุนการพุ่งขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ ส่วนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทที่อาจเกิดขึ้นบ้าง จะเป็นไปอย่างจำกัด จนกว่าตลาดจะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทำให้ เงินบาทอาจติดแถวโซนแนวรับ 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์)
และที่สำคัญ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หลังเงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงเหนือโซน 162 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง และอาจมีความเสี่ยงที่เงินเยนญี่ปุ่นพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ในระยะสั้น เหมือนที่ได้เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ โดยอาจเป็นการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด มากกว่าที่จะเป็นการเข้าแทรกแซงจากฝั่งทางการญี่ปุ่น (รวมถึงฝั่งทางการสหรัฐฯ) ได้ โดยเรามองว่า ทางการญี่ปุ่นอาจเข้ามาแทรกแซงอย่างจริงจัง หากธีม Macro อย่างแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เปลี่ยนเป็น FED คงดอกเบี้ย แต่เงินเยนญี่ปุ่นยังคงอ่อนค่าแถวโซน 162 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งอาจยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ จนกว่าตลาดจะทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ
เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้)
เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ (หากมองใน Time Frame รายวัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาททะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มในระยะสั้นได้) เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.25-33.50 บาท/ดอลลาร์
