ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 32.17 บาท/ดอลลาร์ "อ่อนค่าลงหนัก" กังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อ กรุงไทยคาดในช่วง 24 ชั่วโมง จะอยู่ที่ระดับ 31.90-32.30 บาท/ดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.17 บาท/ดอลลาร์ "อ่อนค่าลงหนัก" จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 31.85 บาท/ดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง จนสามารถอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านสำคัญ 32.00 บาท/ดอลลาร์ ได้อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 31.81-32.20 บาท/ดอลลาร์) ท่ามกลางความกังวลของบรรดาผู้เล่นในตลาดว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงขึ้น ทะลุโซน 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ได้อีกครั้ง อีกทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ต่างออกมาดีกว่าคาด (ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก ลดลงสู่ระดับ 2.13 แสนราย) ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุดตลาดให้โอกาส 75% ที่ FED จะสามารถลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้ง ในปีนี้ ซึ่งภาพดังกล่าวได้หนุนการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์และการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สู่ระดับ 4.27% พร้อมกดดันบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวม โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ อีกทั้งยังกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องหลุดจากโซน 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงชัดเจนอีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อ ส่งผลให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ หนุนการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ซึ่งกดดันบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth อาทิ Tesla -3.1%, Meta -2.6% ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามทิศทางการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.52% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -1.78%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.61% ท่ามกลางความกังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางที่อาจเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในช่วงนี้ ที่ต่างไม่ปิดโอกาสความจำเป็นในการขึ้นดอกเบี้ย เพื่อคุมสถานการณ์เงินเฟ้อ ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดมองว่า ECB มีโอกาส 71% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ในปีนี้ อนึ่ง ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมการทหารและการบิน จากประเด็นความเสี่ยง Geopolitical ในตะวันออกกลางที่ยังร้อนแรงอยู่
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสู่โซน 4.27% อีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงยืดเยื้อ ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดเริ่มมองว่า FED อาจลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้ง ในปีนี้ โดยให้โอกาสเพียง 75%) โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ดังกล่าว ได้สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนและอาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ไม่ยาก หากตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ซึ่งต้องรอลุ้น ทั้ง พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า IEEPA อนึ่ง เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% ขึ้นไป สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ โซน 1.90% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย (โซนดังกล่าว สอดคล้องกับการประเมินระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และไทย ที่เหมาะสม จากโมเดล Adrian, Crump, and Moench หรือ โมเดล ACM )
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.7 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.9-99.5 จุด) ซึ่งการปรับตัวขึ้นของดัชนี DXY เหนือโซน 99.5 จุด ได้อย่างชัดเจน จะเปิดโอกาสให้ ดัชนี DXY ปรับตัวสูงขึ้นทดสอบโซน 101.6-101.9 จุด ได้ไม่ยาก (จับตาโซนแนวต้านในช่วง 100-100.5 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้บรรยากาศในตลาดการเงินจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อ ทว่าภาพดังกล่าวได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อีกครั้ง กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ปรับตัวลดลงสู่โซน 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ FED จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) อัตราเงินเฟ้อ PCE และ ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOTLS Job Openings) ในเดือนมกราคม รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนมีนาคม ซึ่งในรายงานเดียวกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะให้ความสำคัญกับ รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะยาว ที่อาจปรับสูงขึ้นจากความกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนมกราคม จากของฝั่งยูโรโซน และอังกฤษ เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจฝั่งยุโรป
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ที่มีกำลังมากขึ้น หลังการอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ อาจทำให้เงินบาทมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อทดสอบโซนแนวต้าน 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ (โซนแนวต้านถัดไป 32.50 บาทต่อดอลลาร์) เมื่อประเมินจากโฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาดและปัจจัยเชิงเทคนิคัล แต่ทว่า เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังเสี่ยงเคลื่อนไหวผันผวนสูงกว่าช่วงปกติและมีความเสี่ยง Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยบรรดา ข่าว อย่าง Headline News ที่เกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินได้พอควร ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง
โดยเรายังคงกังวลว่า หากประเมินจากสถานการณ์ล่าสุด สถานการณ์การสู้รบอาจเสี่ยงยืดเยื้อกว่าที่เราประเมินไว้ใน Base Case ได้ เราจึงขอเน้นย้ำการประเมินของเราใน Scenario ที่เลวร้ายทั้ง Worst Case และ Moderate Case ไว้ดังนี้
กรณีที่รุนแรงสุด (Worst Case) อิหร่านประกาศปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นทางการ เกิน 1 เดือน พร้อมลดกำลังการผลิตลง หรืออาจปิดช่องแคบ Hormuz ควบคู่กับการโจมตี Oil Infrastructure ในแถบตะวันออกกลาง ในกรณีนี้ ราคาน้ำมันดิบอาจปรับตัวขึ้นต่อและสามารถทรงตัวเหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้นาน และหากทรงตัวในระดับสูงเกิน 3 เดือน จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ รวมกับผลกระทบจากปัญหา Supply Chain Disruption จากการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ที่หยุดชะงักลงเป็นเวลานาน ทำให้เงินเฟ้อเสี่ยงเร่งตัวสูงขึ้น และเป็นปัจจัยที่บรรดาธนาคารกลางหลักมองข้ามไม่ได้ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยเฉพาะในฝั่งสหรัฐฯ ทำให้ เราน่าจะเห็นการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED หรือ ตลาด price-out FED's rate cut และเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำและอาจกดดันราคาทองคำได้ ทำให้โดยรวม เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าเพิ่มมากขึ้น โดยมีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซน 32-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ในช่วงปลายไตรมาสแรก อีกทั้งยังมีโอกาสที่จะเห็นเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งจะปีนี้จะมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติที่อาจสูงราว 1 แสนล้านบาท เป็นอย่างน้อย (สูงขึ้นจากปีก่อนหน้า เกิน +80%) และอาจทรงตัวในระดับสูงเกิน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้นาน จนถึงสิ้นปีที่อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นบ้างสู่ระดับ 32.35 บาทต่อดอลลาร์ (ความเสี่ยงที่อ่อนค่ากว่าคาดมีอยู่พอควร ต้องติดตามการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักและธนาคารแห่งประเทศไทย)
กรณีรุนแรงปานกลาง (Moderate Case) อิหร่านประกาศปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นทางการ ราว 1 เดือน พร้อมลดกำลังการผลิตลงบ้าง หรืออาจปิดช่องแคบ Hormuz ควบคู่กับการโจมตี Oil Infrastructure ในแถบตะวันออกกลาง แต่ไม่ได้กระทบต่อกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC อย่างมีนัยสำคัญ ในกรณีนี้ แม้ ราคาน้ำมันดิบอาจปรับตัวขึ้นเหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ อาจอยู่ในระดับสูงได้ไม่นาน โดยหากสถานการณ์ทยอยคลี่คลายลงต่อเนื่อง และมีการเพิ่มกำลังการผลิตจากกลุ่ม OPEC+ เรามองว่า ราคาน้ำมันดิบจะทรงตัวที่ระดับสูงดังกล่าว 1 เดือน ก่อนที่จะทยอยปรับตัวลดลง สู่โซน 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรืออาจกลับมาแถว 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง ทำให้ในการประเมินทิศทางเงินเฟ้อของบรรดาธนาคารกลาง อาจเป็นการมองภาพ one time off impacts จากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ทำให้ บรรดาธนาคารกลางอาจคงดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบันไปก่อน แต่จะยังไม่เห็นการส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หรือผู้เล่นในตลาดจะไม่ได้ price-in ภาพดังกล่าว ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้นต่อบ้าง ซึ่งจะจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ ในช่วงระยะแรก ก่อนที่จะย่อตัวลงเล็กน้อย หากสถานการณ์ดูคลี่คลายลง ทำให้โดยรวม เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าในระยะสั้นก่อน โดยมีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซน 32-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ในช่วงไตรมาสแรก-ไตรมาสสอง (อาจจบไตรมาสที่ 2 แถวระดับ 32.50+/-0.25 บาทต่อดอลลาร์) จากนั้น หากสถานการณ์ทยอยคลี่คลายลง เรามองว่า เงินบาทมีแนวโน้มกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่การแข็งค่าขึ้น อาจเกิดช้าและไม่มาก ขึ้นกับ การปรับดอกเบี้ยนโยบายการเงินของ FED ว่าสุดท้ายจะคงดอกเบี้ยได้นานกว่าที่เราประเมินไว้ใน base case (เดือนมิถุนายน) หรือไม่ โดยในเบื้องต้น ประเมินว่า เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 31.50-32.00 บาทต่อดอลลาร์ ณ สิ้นปี
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.90-32.30 บาท/ดอลลาร์