ธปท. ชี้แนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง พิษสงครามตะวันออกกลางกดเศรษฐกิจไทย เม.ย. ลากทั้งภาคท่องเที่ยว บริโภค ถ่วงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ระบุสถานการณ์แค่ชั่วคราว มองยังไม่น่าห่วง ลุ้นไตรมาส 4 พลิกบวกรับช่วงไฮซีซั่นนักท่องเที่ยวกับไทย เตรียมปรับเพิ่ม GDP เป็น 2.1% หลังรัฐคลอดกู้เงิน 4 แสนล้าน กระตุ้น ศก.
นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะโฆษก ธปท. เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเดือนเมษายน เริ่มส่งสัญญาณ ชะลอลงจากเดือนก่อน สาเหตุหลักจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลางเป็นหลัก ส่งผลต่อเนื่องมายังภาคการท่องเที่ยว รายรับภาคท่องเที่ยวปรับลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และภาคการบริโภคภายในประเทศ ส่วนการลงทุนภาคเอกชนลดลงหลังเร่งตัวไปในช่วงก่อน อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำ ปรับเพิ่มขึ้นในหลายหมวดโดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีและยานยนต์ แม้การส่งออกไตะวันออกกลางยังหดตัว ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัว ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัว
เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้นมากจากเดือนก่อน โดยเฉพาะในหมวดพลังงานตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เร่งขึ้น ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลสูงจากดุลการค้าเป็นสำคัญ ตามมูลค่าการนำเข้าที่เร่งขึ้นมากโดยเฉพาะมูลค่าการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และน้ำมัน สำหรับตลาดแรงงานโดยรวม ปรับตัวดีขึ้น
“เดือนเมษายน ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่คิดว่าเป็นเพียงสถานการณ์ (ขาดดุล)ชั่วคราว ไม่น่าเป็นห่วง แนวโน้มในปีนี้ตัวเลขขาดดุลบัญชีเดินสะพัดขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง เราคาดว่าสงครามฯนี้จะจบลงในกลางปีนี้ ดังนั้นคาดตัวเลขเหล่านี้(ขาดดุล)จะทยอยลดลง และซักพักก็จะกลับมา(เป็นบวก)ได้ แต่ถึงสงครามจะจบ ราคาน้ำมันจะยังไม่ได้ลดลงเร็วเพราะตะวันออกกลางจะต้องใช้เวลาในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เรายังต้องนำเข้าน้ำมันในราคาที่สูง ดังนั้น ดุลบัญชีเดินสะพัดจะยังไม่ดีในช่วงไตรมาสสองและสาม แต่ไตรมาส 4 น่าจะเห็นดีขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่นของภาคท่องเที่ยว ทำให้มีนักท่องเที่ยวกลับมามากขึ้นและปีนี้เห็นนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยเยอะซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายเยอะอยู่แล้ว ทำให้น่าจะมีรายรับจากภาคท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น ดังนั้น การขาดดุลชั่วคราว ยังไม่น่าเป็นห่วง แต่ก็จับตาดูอย่างใกล้ชิด“
สำหรับในระยะต่อไป เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางต่อการบริโภคภาคเอกชนและภาคท่องเที่ยวอย่างไรก็ดีแนวโน้มการส่งออกและลงทุนในสินค้าเทคโนโลยียังขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยมาตรการภาครัฐที่จัดทยอยมีผลในระยะข้างหน้าคาดว่าจะมีส่วนช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมและระยะต่อไป ต้องติดตาม 1) พัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง 2) ความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจ และประชาชน 3) มาตรการรัฐ 4)การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐและ 5) พัฒนาการของภาวะเอลนีโญ
สำหรับการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ของไทย ปี 2569 โฆษก กล่าวว่า อาจจะต้องปรับใหม่ เนื่องจากในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในรอบล่าสุด ( 29 เม.ย. ) ประเมิน GDP ปีนี้จะขยายตัวได้ 1.5% ภายใต้คาดการณ์ พ.ร.ก. กู้เงินฯ 2 แสนล้านบาท แต่ ครม. ได้ออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะมีเม็ดเงินอีก 2 แสนล้านบาทหลัง ที่จะเข้ามา คาดจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นอีก 0.5-0.7% ทำให้ GDP มีโอกาสขยับขึ้นเป็น 2.1% แต่ก็จะนำผลจากมาตรการ พ.ร.ก.กู้เงิน มาประเมินอีกครั้ง ติดตามดูว่าวงเงิน 2 แสนล้านบาทหลัง จะมีผลอย่างไรต่อไป
สำหรับรายละเอียดภาวะเศรษฐกิจไทยเดือนเมษายน
เศรษฐกิจไทยชะลอลงจากเดือนก่อน จากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยจำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดลงต่อเนื่องจากเดือนก่อนตามกลุ่มนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ ส่วนหนึ่งจากผลของการปรับลดเที่ยวบินของสายการบินหลายแห่งเพื่อรับมือต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปเริ่มทรงตัวแต่ยังอยู่ในระดับต่ำ
ด้านการบริโภคภาคเอกชนปรับลดลงในหมวดสินค้าไม่คงทนทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคและน้ำมันเชื้อเพลิง หลังจากผู้บริโภคเร่งซื้อไปในเดือนก่อน และมีการปรับรูปแบบการทำงานและการเดินทางหลังราคาพลังงานสูงขึ้นมาก รวมถึงปรับลดการใช้จ่ายในหมวดโรงแรมและร้านอาหาร ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องลดลง ส่วนการลงทุนภาคเอกชนลดลงหลังเร่งไปในช่วงก่อน
การส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำเพิ่มขึ้นในหลายหมวดโดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีที่โตได้ดีต่อเนื่องและหมวดยานยนต์ตามอุปสงค์ของประเทศคู่ค้า แม้การส่งออกไตะวันออกกลางยังหดตัว
ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัวโดยการผลิตหมวดยานยนต์รวมถึงยางและพลาสติกปรับดีขึ้น ขณะที่การผลิตน้ำตาลหดตัว ทั้งนี้การขาดแคลนวัตถุดิบต้นน้ำในการผลิตจากผลกระทบของสงครามยังจำกัด
สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง
เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้นมากจากเดือนก่อน โดยเฉพาะในหมวดพลังงานตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เร่งขึ้นจากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาอาหารสดปรับเพิ่มขึ้นตามผลผลิตที่ลดลง สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนในหมวดอาหารสำเร็จรูปและค่าโดยสารสาธารณะตามการส่งผ่านต้นทุนราคาพลังงาน