Economies

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.94 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”
10 มิ.ย. 2569

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.94 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” กรุงไทย คาดในช่วง 24 ชั่วโมง จะอยู่ที่ระดับ 32.75-33.15 บาท/ดอลลาร์

 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.94 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.83 บาทต่อดอลลาร์ 

 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้ง หลังจากที่ทยอยแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซนแนวรับ 32.75 ต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.78-32.95 บาทต่อดอลลาร์) ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้น จากการที่สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน เพื่อเป็นการตอบโต้ที่อิหร่านใช้โดรนโจมตีเฮลิคอปเตอร์ Apache ของสหรัฐฯ จนตกลงในพื้นที่แถวช่องแคบ Hormuz (ทางการสหรัฐฯ สามารถช่วยเหลือนักบินได้อย่างปลอดภัย) ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบรีบาวด์สูงขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และการปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ล่าสุด ราคาทองคำได้ปรับตัวลงเข้าใกล้โซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์  

 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญความผันผวนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่กลับมาอีกครั้ง จากการที่อิหร่านยิงเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ตก จนทำให้สหรัฐฯ โจมตีตอบโต้ ได้กดดันให้ ผู้เล่นในตลาดเลือกที่จะทยอยลดความเสี่ยงลง โดยเฉพาะในช่วงก่อนรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED สะท้อนจากแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ อาทิ Apple -3.6% และ Tesla -3.0% รวมถึงบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง AMD -3.0% เป็นต้น ส่งผลให้ โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.26% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.97% 

 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง -0.50% แม้ว่าในช่วงแรกของการซื้อขาย ตลาดหุ้นยุโรปจะพอได้แรงหนุนบ้างจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่คลี่คลายลง ทว่าความกังวลต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังอิหร่านยิงเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ตกและมีการโจมตีตอบโต้กัน ได้กลับมากดดันบรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นยุโรปในช่วงท้ายของการซื้อขาย ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม และหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค 

 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Down สู่โซน 4.53% แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะหลังอิหร่านได้ยิงเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ตกและมีการโจมตีตอบโต้กลับจากฝั่งสหรัฐฯ ทว่า ผู้เล่นในตลาดได้ทยอยปรับตัวความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง กอปรกับ บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ซึ่งช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครอง เพื่อรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในคืนวันพุธนี้ อนึ่ง เราคงมุมมองเดิมว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ทั้งนี้ เรามองว่า การปรับตัวขึ้นของ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เหนือระดับ 4.50% ทำให้บอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความน่าสนใจชัดเจนและบอนด์ยีลด์ที่ระดับดังกล่าวจะสามารถรองรับในกรณีที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง (หรืออาจล่าช้ากว่าคาดบ้าง แต่ไม่เกินไตรมาส 3) และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ตามความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและบรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม หลังอิหร่านได้ยิงเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ตก จนนำไปสู่การโจมตีตอบโต้กลับจากฝั่งสหรัฐฯ ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ (ที่กดดันให้เงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซน 160.50 เยนต่อดอลลาร์) ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดมีความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเข้าใกล้โซน 100 จุด อีกครั้ง (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.6 -100.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่หนุนการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ ยังคงสร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทำให้ราคาทองคำทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สู่โซน 4,240 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงราว 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบ อย่าง WTI ได้บ้าง  

 

ส่วนทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของจีน ในเดือนพฤษภาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน  

 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงเผชิญความไม่แน่นอนสูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมุมมอง “Cautiously Optimistic” ต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิง

 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

 

เรามองว่า หากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่าง การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ไม่ได้มีความคืบหน้ามากนักในช่วงนี้ ผู้เล่นในตลาดจะคงมุมมองระมัดระวังต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หรือ “Cautiously Optimistic” และอาจให้น้ำหนักกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED เป็นสำคัญ ซึ่งในวันนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ โดยรายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้มากกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลางได้ ซึ่งจากสถิติในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมา พบว่า เงินบาท (USDTHB) จะมีกรอบการแกว่งตัว +/- 1 SD ราว +0.10%/-0.30% สะท้อนว่า ในช่วงที่ผ่านมานั้น เงินบาทมักจะเคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้น หลังรับรู้รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ 30 นาที (ส่วนใหญ่ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ออกมาต่ำกว่าคาด)

 

เราประเมินว่า หากอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาดชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนของ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI จะทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED โดยอาจให้โอกาสไม่น้อยกว่า 25% ที่ FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ หนุนให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง พร้อมกดดันราคาทองคำและเงินบาทได้พอสมควร ซึ่งเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก โดยโซนแนวต้านถัดไปอาจอยู่ในช่วง 33.15-33.25 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ ในกรณีที่ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น พร้อมกดดันให้เงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่า เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจถูกชะลอลงบ้าง หากผู้เล่นในตลาดยังมีความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้ผู้เล่นในตลาดเลือกทยอยขายทำกำไรสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่า) แต่อาจคงสถานะเก็งกำไรธีมดังกล่าว ผ่าน Options ไว้บ้าง โดยเรามองว่า ทางการญี่ปุ่นอาจเลือกที่จะเข้าแทรกแซงอย่างมีนัยสำคัญ หากเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลงต่อเนื่อง และภาพ Macro เริ่มเอื้ออำนวยต่อการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น เช่น สถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่ลคายลง การเจรจาหยุดยิงคืบหน้ามากขึ้น รวมถึง ตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด เป็นต้น

 

ในทางกลับกัน หากอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง แต่อาจไม่มากนัก เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง แต่ในกรณีนี้ เรามองว่า ควรระวังความเสี่ยงที่อาจมีการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งอาจเริ่มต้นด้วยการทำ Rate Check อีกครั้ง เพื่อกดดันบรรดาผู้เล่นที่มีสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่า) ทำการปิดสถานะดังกล่าว ซึ่งหากประเมินจากสถิติการเคลื่อนไหวของเงินบาทหลังรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ที่ผ่านมา กอปรกับความเสี่ยงที่อาจเห็นเงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ถ้ามีการเข้าแทรกแซงเกิดขึ้น เรามองว่า เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.75 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก และไม่ควรมองข้ามความเสี่ยงที่เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นต่อ เข้าใกล้โซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งจะขึ้นกับ การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน 

 

ทั้งนี้ เราเริ่มเห็นว่า แม้ราคาทองคำจะมีจังหวะรีบาวด์สูงขึ้น แต่กลับไม่ได้ช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทมากนัก ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า ผู้เล่นในตลาดอาจทยอยเข้าซื้อราคาทองคำเพิ่มเติม โดยเฉพาะหากมีกระแสข่าวสถานการณ์ในตะวันออกกลางเชิงบวก หรือราคาทองคำอาจรีบาวด์สูงขึ้นต่อเนื่อง จากการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่จะมาพร้อมกับการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์และการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ทำให้ การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกชะลอลงได้บ้าง จากโฟลว์ธุรกรรมเข้าซื้อทองคำของผู้เล่นในตลาด

 

เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.75-33.15 บาท/ดอลลาร์ 

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com