ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.41 บาท/ดอลลาร์ "อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง" กรุงไทยคาดในช่วง 24 ชั่วโมง จะอยู่ที่ระดับ 33.30-33.50 บาท/ดอลลาร์ ลุ้นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.41 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.36 บาท/ดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงเล็กน้อย ในกรอบ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.32-33.44 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง หนุนโดยภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นได้โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นฝั่งยุโรป นอกจากนี้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ยังออกมาดีกว่าคาด อาทิ ดัชนี ISM ภาคการผลิตอุตสาหกรรม เดือนกรกฎาคม ที่ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 55.6 จุด และอัตราการเติบโตคาดการณ์โดย Atlanta FED (GDPNow) ในไตรมาสที่ 3 ที่สูงราว +6.2% ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดคงเชื่อมั่นว่า FED จะสามารถเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้ (โอกาสขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง อยู่ที่ราว 40%) และช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถทยอยรีบาวด์สูงขึ้น ส่วนราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวลดลง ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ อาทิ Meta +6.0%, Microsoft +4.9% ตอบรับรายงานผลประกอบการของหุ้นเทคฯ ใหญ่ที่ยังคงออกมาสดใส ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันบ้าง ตามการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่ม Defensive ที่ปรับตัวได้ดีในช่วงตลาดผันผวน อาทิ กลุ่ม Healthcare นอกจากนี้ ราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลงจากความหวังการเจรจาหยุดยิงยังได้กดดันราคาหุ้นกลุ่มพลังงาน ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +1.32% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.48% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite พุ่งขึ้น +2.13%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.45% ตอบรับความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งช่วยลดทอนแรงกดดันต่อต้นทุนของบรรดาบริษัทฝั่งยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน รวมถึงหุ้นกลุ่ม Healthcare โดยเฉพาะ AstraZeneca -9.0% จากกระแสข่าวการควบรวมกิจการ (M&A)
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนแถวโซน 4.68% แม้จะปรับตัวขึ้นบ้างตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED บ้าง ทว่า ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งกดดันให้ราคาพลังงานปรับตัวลดลง ได้ช่วยจำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดบางส่วนเริ่มทยอยกลับเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวบ้าง ทั้งนี้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่มีส่วนกดดันเงินเยนญี่ปุ่นเพิ่มเติม นอกเหนือจากการปรับสถานะของผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่ยังคงไม่เชื่อว่า เงินเยนญี่ปุ่นจะสามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ สอดคล้องกับมุมมองนักวิเคราะห์ต่างประเทศที่ยังคงคำแนะนำ Short JPY ผ่านการใช้กลยุทธ์ Options นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากการปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย บ้าง ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 100 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.7-100 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า จังหวะแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์และภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม จะสร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทว่า ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดยังพอช่วยหนุนให้ ราคาทองคำรีบาวด์ขึ้นบ้างและเคลื่อนไหวเหนือโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่าง ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) เดือนมิถุนายน โดยเฉพาะในส่วนของ อัตราการลาออกโดยสมัครใจ (Quits Rate) ซึ่งจะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มอัตราการเติบโตของค่าจ้างและแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ ได้
ส่วนทางฝั่งเอเชีย ในช่วงราว 06.50 น. ของเช้าวันพุธนี้ ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานการประชุมล่าสุดของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และรายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) เพื่อประกอบการประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ BOJ
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และที่สำคัญ ควรจับตา ทั้งการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor และค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เราประเมินว่า ในระยะสั้น เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways หลังเงินบาทได้ทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมา จากอานิสงส์ของการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่กลับมามีความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อีกครั้ง โดยเรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ โดยเฉพาะปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อมุมมองการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลาง โดยเฉพาะ FED อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่จะทยอยรับรู้ในสัปดาห์นี้ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดจะยังไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน โดยในเบื้องต้น เราประเมินว่า เงินบาทอาจพอมีโซนแนวต้านในช่วง 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไปจะอยู่แถว 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวรับจะยังติดอยู่ในช่วง 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับสำคัญที่อาจทำให้ เงินบาทกลับสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นชัดเจน คือ 33.00 บาทต่อดอลลาร์) โดยในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันบ้าง หลังนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาขายทำกำไรสินทรัพย์ไทยบ้าง เช่น หุ้นไทย ส่วนในฝั่งบอนด์นั้น เรามองว่า นักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบกลับเข้าซื้อ จนกว่าความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลักจะทยอยคลี่คลายลง ลดแรงกดดันต่อบอนด์ระยะยาว
และที่สำคัญ เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจน จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงอีกครั้ง ซึ่งเรามองว่า หากเทียบเคียงกับช่วงก่อนหน้าที่สหรัฐฯ ได้ดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือน จนกว่าการปิดล้อมทางทะเลจะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเงินต่ออิหร่านมากเพียงพอ ให้ทางการอิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจาหยุดยิง
หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ในเชิงกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายวัน นั้น จะถือว่า เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้ม “แข็งค่า” หรืออย่างน้อยเคลื่อนไหว Sideways และ หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.30-33.50 บาท/ดอลลาร์