ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 33.48 บาท/ดอลลาร์ "แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง" กรุงไทยคาดในช่วง 24 ชั่วโมง จะอยู่ที่ระดับ 33.30-33.55 บาท/ดอลลาร์ ลุ้นรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.48 บาท/ดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.53 บาท/ดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง และมีจังหวะแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.37-33.54 บาทต่อดอลลาร์) หลังอัตราเงินเฟ้อ CPI และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน ชะลอลงสู่ระดับ 3.5% (-0.4%m/m) และระดับ 2.6% (+0.0%m/m) ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และทิศทางการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง โดยผู้เล่นในตลาดได้ปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ เหลือราว 18% อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ กอปรกับถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ต่อคณะกรรมาธิการของสภาคองเกรส ที่เน้นย้ำจุดยืนของ FED ในการรักษาเสถียรภาพราคา และ FED อาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น หากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ไม่ได้ชะลอลงตามที่ FED ต้องการ ได้ช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ และมีส่วนหนุนให้เงินดอลลาร์รีบาวด์สูงขึ้นบ้าง นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมตามจังหวะการย่อตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ตามการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ และภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ และการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ FED จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ล่าสุด ที่ชะลอตัวลงมากกว่าคาด ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังได้อานิสงส์จากรายงานผลประกอบการของบรรดาสถาบันการเงินใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด หนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มการเงิน อาทิ Goldman Sachs +9.0% นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังได้แรงหนุนจากการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง Nvidia +4.1% ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +0.02% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.38% ขณะที่ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq รีบาวด์ขึ้น +0.90%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.17% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน ตามทิศทางการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มดังกล่าวในฝั่งสหรัฐฯ ที่ประกาศผลประกอบการสดใส ดีกว่าคาด นอกจากนี้ ความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ FED ได้ช่วยหนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ และหุ้นธีม AI/Semiconductor บ้าง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงอยู่
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงบ้าง สู่ระดับ 4.59% หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ตามรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ล่าสุด ที่ชะลอตัวลงมากกว่าคาด ทว่า การปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลงและรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง จากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน กอปรกับความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และถ้อยแถลงของประธาน FED ที่ย้ำจุดยืน คุมเงินเฟ้อสหรัฐฯ ให้สำเร็จ แม้ FED อาจต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย อนึ่ง เราคงประเมินว่า ทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรยากาศในตลาดการเงิน โดยเราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ย่อตัวลงเล็กน้อย แม้มีจังหวะอ่อนค่าลง ตามการปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ล่าสุดที่ออกมาต่ำกว่าคาด ทว่า เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จากถ้อยแถลงของประธาน FED ล่าสุด ขณะเดียวกัน จังหวะอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อ่อนค่าลงเหนือโซน 162 เยนต่อดอลลาร์ ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ได้ช่วยหนุนเงินดอลลาร์บ้าง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลง สู่โซน 100.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.6-101.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ทยอยปรับลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ตามรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ซึ่งออกมาต่ำกว่าคาด ได้ช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทว่า ราคาทองคำยังคงไม่สามารถปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้สำเร็จ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน และท่าทีของประธาน FED ที่พร้อมขึ้นดอกเบี้ย หากจำเป็น เพื่อคุมเงินเฟ้อ
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนมิถุนายน ที่จะรายงานในช่วงปลายเดือนนี้ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED และ รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ (FED Beige Book) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ที่ผู้เล่นในตลาดยังคงให้โอกาสเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนพฤษภาคม ของยูโรโซน พร้อมรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE)
ส่วนทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือน ทั้ง ยอดค้าปลีก ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม พร้อมทั้ง รอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงและมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ซึ่งในวันนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ASML และกลุ่มสถาบันการเงินสหรัฐฯ อย่าง Morgan Stanley และ BlackRock เป็นต้น
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
การเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา ได้สะท้อนว่า แม้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ จะชะลอตัวลงมากกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่า เงินบาทยังคงไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจน จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงอีกครั้ง ซึ่งเรามองว่า หากเทียบเคียงกับช่วงก่อนหน้าที่สหรัฐฯ ได้ดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือน จนกว่าการปิดล้อมทางทะเลจะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเงินต่ออิหร่านมากเพียงพอ ให้ทางการอิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจาหยุดยิง และมีความเป็นไปได้ว่า หลังการบรรลุข้อตกลง MOU ล่าสุด ซึ่งทำให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันได้พอสมควร อาจทำให้ ระยะเวลาที่จะทำให้ อิหร่านกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง ใช้เวลานานกว่า 2 เดือน ได้ ซึ่งตัวแปรที่จะทำให้ ระยะเวลาดังกล่าวสั้นลงกว่า 2 เดือน คือ การเดินหน้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน หรืออาจมีการพุ่งเป้าที่โครงสร้างพื้นฐานพลังงานบางส่วน เพื่อให้เกิดแรงกดดันต่อการผลิตและการจัดเก็บของอุตสาหกรรมพลังงานอิหร่าน ซึ่งหากสหรัฐฯ เลือกแนวทางดังกล่าว อาจทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงร้อนแรงขึ้น สร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทได้ ทำให้ เราประเมินว่า เงินบาทยังคงมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงได้ โดยเฉพาะหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น (เพื่อเร่งให้อิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจา)
แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ทว่าไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นมาก เหมือนในปัจจุบัน เรามองว่า ความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ และทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่ลดลงบ้าง จะช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทได้ อย่างน้อยในระยะสั้น เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways แถวโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยยังพอมีโซนแนวต้านแถว 33.70 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนโซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.30 บาทต่อดอลลาร์
นอกจากนี้ เรามองว่า ควรจับตา การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อย่างใกล้ชิดเช่นกัน เนื่องจาก เงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงเหนือโซน 162 เยนต่อดอลลาร์ เพิ่มความเสี่ยงที่เงินเยนญี่ปุ่นอาจแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ในช่วงระยะสั้น ตามการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน (แม้จะยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ เนื่องจากภาพ Macro อย่าง แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังไม่เปลี่ยนในมุมมองของตลาด) จนอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้ ดังจะเห็นได้จากในช่วงที่ผ่านๆ มา ที่การพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ในระยะสั้นของเงินเยนญี่ปุ่น ได้ช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทบ้าง
เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ควรมีทิศทางดีขึ้น
เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ (หากมองใน Time Frame รายวัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาททะลุโซน 33.20 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มในระยะสั้นได้) เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.30-33.55 บาท/ดอลลาร์