ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 31.60 บาท/ดอลลาร์ "อ่อนค่าลง" กรุงไทยคาดในช่วง 24 ชั่วโมง จะอยู่ที่ 31.35-31.70 บาท/ดอลลาร์ จับตารายงานเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.60 บาท/ดอลลาร์ "อ่อนค่าลง" จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 31.41 บาท/ดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงและยังคงแกว่งตัวเหนือโซนแนวต้าน 31.50 บาท/ดอลลาร์ หลังมีจังหวะแข็งค่าขึ้นเร็วทดสอบโซนแนวรับ 31.30 บาท/ดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.28-31.61 บาท/ดอลลาร์) จากกระแสข่าวว่า ทางการอิหร่านได้เปิดกว้างในการเจรจากับทางสหรัฐฯ ทำให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางลงบ้าง ทว่าความคาดหวังของตลาดต่อแนวโน้มการเจรจาของทั้งสองฝ่ายได้ถูกลดทอนลงจากการออกมาปฏิเสธรายงานข่าวดังกล่าวโดยทางสำนักข่าวกึ่งทางการของอิหร่าน กอปรกับ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ล้วนออกมาดีกว่าคาด ทั้ง ดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 56.1 จุด (ดัชนีเกิน 50 จุด สะท้อนถึง ภาวะขยายตัว) และยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ในเดือนกุมภาพันธ์ ได้เพิ่มขึ้น 6.3 ตำแหน่ง สูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้า +1.1 ตำแหน่ง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED โดยประเมินว่า FED มีโอกาสราว 73% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ และช่วยพยุงเงินดอลลาร์ ในช่วงคืนที่ผ่านมา แม้ว่า เงินดอลลาร์จะเผชิญแรงกดดันบ้าง ตามการเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาด ท่ามกลางความหวังว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจไม่ยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ เงินบาทยังเคลื่อนไหวผันผวนไปตามทิศทางราคาทองคำ โดยเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง ในจังหวะการย่อตัวของราคาทองคำ ที่สอดคล้องกับการทยอยเปิดรับความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาด ก่อนที่ราคาทองคำจะรีบาวด์สูงขึ้นอีกครั้ง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชียและช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท
บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หนุนโดยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ล้วนออกมาดีกว่าคาด ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดต่างมีความหวังว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจไม่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะเมื่อมีรายงานข่าวว่า ทางการอิหร่านได้เปิดกว้างในการเจรจากับทางสหรัฐฯ อีกทั้ง ประธานาธิบดี Donald Trump ยังย้ำจุดยืน พร้อมรักษาเสถียรภาพตลาดน้ำมันและพร้อมดูแล คุ้มครอง การเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.78% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.29%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +1.37% ท่ามกลางความหวังว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจไม่ยืดเยื้อ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดต่างใช้จังหวะการปรับฐานของตลาดหุ้นยุโรปในช่วงที่นี้ ในการทยอยเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI/Semiconductor และหุ้นในที่รายงานผลประกอบการสดใส ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปได้ถูกกดดันบ้าง จากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Shell -1.5% สอดคล้องกับการปรับตัวลงบ้างของราคาพลังงาน
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4.10% อีกครั้ง ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาดีกว่าคาด ขณะเดียวกัน บรรดาผู้เล่นในตลาดได้เริ่มทยอยเปิดรับความเสี่ยงบ้าง จากความหวังว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจไม่ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ ทั้งนี้ เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนและอาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ไม่ยาก หากตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ซึ่งต้องรอลุ้น ทั้ง พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่จะรับรู้ในช่วงคืนวันศุกร์นี้ ตามเวลาประเทศไทย และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า IEEPA อนึ่ง เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ โซน 1.90% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แม้จะเผชิญแรงกดดันจากการทยอยเปิดรับความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาด ท่ามกลางความหวังว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจทยอยคลี่คลายลงได้ ทว่า เงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ล้วนออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) แกว่งตัวแถวโซน 98.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.7-99.0 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าผู้เล่นในตลาดจะเริ่มทยอยเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ท่ามกลางความหวังว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจไม่ยืดเยื้อกว่าคาด กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) มีจังหวะย่อตัวลง แต่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบยังคงมีอยู่ กอปรกับเงินดอลลาร์ได้ย่อตัวลงบ้าง หนุนให้ ราคาทองคำสามารถรีบาวด์ขึ้นบ้าง โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ทำให้ โดยรวม ราคาทองคำยังคงสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 5,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนมกราคม พร้อมทั้งรอติดตาม รายงานการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ล่าสุด และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB
ส่วนในฝั่งเอเชีย บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.75% ตามเดิม หลังเศรษฐกิจมาเลเซียทยอยฟื้นตัวได้ดีตามคาด ส่วนในฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งในระยะหลัง ประเด็นเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ให้ความสำคัญมากขึ้น ในการดำเนินนโยบายการเงิน
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อยาวนานกว่าคาด
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาท (USDTHB) ในระยะนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึง ความผันผวนของเงินบาทที่สูงขึ้นจากช่วงก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้ง เงินบาท (และตลาดการเงินโดยรวม) ได้อ่อนไหวต่อข่าวสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ดังจะเห็นได้จากการที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็ว แรง ตามรายงานข่าวว่า ทางการอิหร่านได้เปิดกว้างในการเจรจากับทางสหรัฐฯ ก่อนที่จะพลิกกลับมาอ่อนค่าลงเร็ว หลังสำนักข่าวของอิหร่านออกมาปฏิเสธรายงานข่าวดังกล่าว ทำให้ เราขอเน้นย้ำ มุมมองเดิมของเราว่า การประเมินทิศทางของเงินบาทอาจเป็นเรื่องที่ยาก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ทว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถมั่นใจได้ว่า ความผันผวนของเงินบาทจะอยู่ในระดับสูงจากช่วงปกติอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนนั้น จำเป็นต้องผสมผสานกลยุทธ์และเครื่องมือที่หลากหลายอย่าง Options
โดยในการประเมินแนวโน้มเงินบาทนั้น เรามองว่า อาจต้องประเมินตามฉากทัศน์ (Scenarios) ต่างๆ ที่อาจเป็นไปได้ ตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อ Supply Chain พลังงานโลก ซึ่งจะอ้างอิงกับบทวิเคราะห์ที่เราได้เคยทำไว้ในปี 2023 ณ ตอนที่เกิดความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับฮามาส โดยเราจะขอแบ่งเป็น
1. กรณีที่รุนแรงสุด อิหร่านประกาศปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นทางการ เกิน 1 เดือน พร้อมลดกำลังการผลิตลง หรืออาจปิดช่องแคย Hormuz ควบคู่กับการโจมตี Oil Infrastructure ในแถบตะวันออกกลาง
ในกรณีนี้ ราคาน้ำมันดิบอาจมี upside เพิ่มเติมอีกราว 20-30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอาจเห็นการปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ อีกทั้ง ราคาน้ำมันดิบอาจอยู่ในระดับสูงได้นาน และหากทรงตัวในระดับสูงเกิน 3 เดือน จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ ทำให้เงินเฟ้อเสี่ยงเร่งตัวสูงขึ้น และเป็นปัจจัยที่บรรดาธนาคารกลางหลักมองข้ามไม่ได้ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยเฉพาะในฝั่งสหรัฐฯ ทำให้ เราน่าจะเห็นการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED หรือ ตลาด price-out FED's rate cut และเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ
จากภาพดังกล่าว ทำให้โดยรวม เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า มากกว่าอานิสงส์แข็งค่าจากราคาทองคำที่สูงขึ้น โดยมีโอกาสเห็นเงินบาทปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 32-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ในช่วงปลายไตรมาสแรก-ไตรมาสสอง และอาจทรงตัวในระดับสูงดังกล่าวได้นาน จนถึงสิ้นปี (ความเสี่ยงที่อ่อนค่ากว่าคาดมีอยู่)
2. กรณีรุนแรงปานกลาง อิหร่านประกาศปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นทางการ แต่ไม่เกิน 1 เดือน พร้อมลดกำลังการผลิตลงบ้าง หรืออาจปิดช่องแคย Hormuz ควบคู่กับการโจมตี Oil Infrastructure ในแถบตะวันออกกลาง แต่ไม่ได้กระทบต่อกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC อย่างมีนัยสำคัญ
ในกรณีนี้ แม้ ราคาน้ำมันดิบอาจมี upside เพิ่มเติมอีกราว 20-30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอาจเห็นการปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ แต่การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ อาจอยู่ในระดับสูงได้ไม่นาน โดยหากสถานการณ์ทยอยคลี่คลายลงต่อเนื่อง และมีการเพิ่มกำลังการผลิตจากกลุ่ม OPEC+ เรามองว่า ราคาน้ำมันดิบจะทรงตัวที่ระดับสูงดังกล่าว 1 เดือน ก่อนที่จะทยอยปรับตัวลดลง สู่โซน 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรืออาจกลับมาแถว 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง ทำให้ในการประเมินทิศทางเงินเฟ้อของบรรดาธนาคารกลาง อาจเป็นการมองภาพ one time off impacts จากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ทำให้ บรรดาธนาคารกลางอาจคงดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบันไปก่อน แต่จะยังไม่เห็นการส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หรือผู้เล่นในตลาดจะไม่ได้ price-in ภาพดังกล่าว ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้นต่อบ้าง ซึ่งจะจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ ในช่วงระยะแรก ก่อนที่จะย่อตัวลงเล็กน้อย หากสถานการณ์ดูคลี่คลายลง
ทำให้โดยรวม เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าในระยะสั้นก่อน โดยมีโอกาสเห็นเงินบาทปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 32-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ในช่วงปลายไตรมาสแรก-ไตรมาสสอง จากนั้น หากสถานการณ์ทยอยคลี่คลายลง เรามองว่า เงินบาทมีแนวโน้มกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่การแข็งค่าขึ้น อาจเกิดช้าและไม่มาก ซึ่งจะขึ้นกับ การปรับดอกเบี้ยนโยบายการเงินของ FED ว่าสุดท้ายจะคงดอกเบี้ยได้นานกว่าที่เราประเมินไว้ใน base case (เดือนมิถุนายน) หรือไม่ โดยในเบื้องต้น ประเมินว่า เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 31.50-32.00 บาทต่อดอลลาร์ ณ สิ้นปี ได้
3. กรณี Base case สถานการณ์ไม่ได้ลุกลามบานปลายและยืดเยื้อ โดยแม้อิหร่านอาจปิดช่องแคบ Hormuz อย่างไม่เป็นทางการ แต่สุดท้าย อิหร่านอาจไม่ได้ใช้กำลังทางทหารในการปิดเส้นทางเดินเรือแบบที่กำลังเป็นอยู่ โดยเรามองว่า กรณีนี้มีความเป็นไปได้พอสมควร เนื่องจาก Chain of command ของอิหร่าน ได้ถูกทำลายลงไปมาก และมีแนวโน้มที่จะเกิด political instability ภายในประเทศ ทำให้กลุ่มผู้นำที่จะขึ้นมามีอำนาจ อาจหาทางประนีประนอมกับฝั่งสหรัฐฯ-อิสราเอลก่อน นอกจากนี้ เรามองว่า ศักยภาพทางทหารของอิหร่านได้ถูกลดทอนมาพอควร (แม้จะมีจรวดขีปนาวุธอีกมาก แต่แท่นยิงได้ถูกทำลายไปมากเช่นกัน)
ในกรณีนี้ ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจทรงตัวที่ระดับสูงต่อแถวโซน 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพียงในระยะสั้น ก่อนที่จะทยอยปรับตัวลดลง กลับสู่โซนก่อนช่วงเกิดปัญหาความขัดแย้งแถว 65-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งภาพดังกล่าวอาจเกิดขึ้นภายในช่วงเวลา 1 เดือน ทำให้ บรรดาธนาคารกลางจะไม่ได้กังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ ส่งผลให้การปรับตัวขึ้นของสินทรัพย์ปลอดภัย Safe Haven ทั้งเงินดอลลาร์และราคาทองคำ มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันให้ย่อตัวลงมาบ้าง โดยในส่วนของเงินดอลลาร์ ทิศทางจะขึ้นกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED หลังรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เช่นเดียวกับ ราคาทองคำ ที่เรามองว่า อาจย่อตัวลงบ้าง หากตลาดทยอยคลายความกังวลต่อปัญหาในตะวันออกกลาง และบรรยากาศในตลาดการเงินกลับมาเปิดรับความเสี่ยง ทำให้ แม้เงินบาทจะอ่อนค่าลงบ้างในระยะสั้น แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจยังไม่สามารถทะลุโซน 32 บาทต่อดอลลาร์ ไปได้ง่ายนัก ยิ่งหากสถานการณ์คลี่คลายลงได้ภายในเดือนมีนาคม เรามองว่า เงินบาทอาจจบไตรมาสแรกของปี แถวโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนที่จะอ่อนค่าลงต่อบ้าง ตามโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งจะเป็นช่วง Low Season ของการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าโดยรวม ซึ่งเราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทอาจอ่อนค่าแตะโซน 32.25+/-0.25 ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ก่อนที่จะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง จบสิ้นปีแถวโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ในปีที่จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า (ในประเด็นการคืนภาษี IEEPA) รวมถึงประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.35-31.70 บาท/ดอลลาร์