Economies

เงินบาท“อ่อนค่าลงเล็กน้อย” เปิดเช้านี้ 33.28 บาท/ดอลลาร์
1 ก.ค. 2569

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.28 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” กรุงไทยคาดในช่วง 24 ชั่วโมง จะอยู่ที่ระดับ 33.15-33.45 บาท/ดอลลาร์ จับตาถ้อยแถลงประธาน FED และ ประธานธนาคารกลางยุโรป

 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.30 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.22 บาท/ดอลลาร์

 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงเล็กน้อย ทดสอบโซน 33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.18-33.30 บาทต่อดอลลาร์) แม้ว่าโดยรวมเงินดอลลาร์ย่อตัวลงเล็กน้อยในลักษณะ Sideways Down หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ออกมาผสมผสาน โดย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดย Conference Board ในเดือนมิถุนายน ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 91.2 จุด แย่กว่าคาด ขณะที่ ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) ย่อลงเล็กน้อยสู่ระดับราว 7.59 ล้านตำแหน่ง แต่ดีกว่าที่ตลาดประเมินไว้ที่ระดับ 7.30 ล้านตำแหน่ง ขณะที่ อัตราการลาออกโดยสมัครใจ (Quit Rate) ทรงตัวที่ 1.9% ทว่า เงินบาทกลับเผชิญแรงกดดันตามจังหวะการปรับตัวลดลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ทยอยปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม อีกทั้งผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ 

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ และบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นกลุ่มดังกล่าวที่อาจยังคงเติบโตได้แข็งแกร่งต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลงบ้าง จากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมั่นใจเกิน 100% ต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED สร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มอื่นๆ ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.79% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พุ่งขึ้น +1.52% 

 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.88% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML +6.8% ทว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่รีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก เพื่อรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายของบรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรป ทั้ง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ในงานสัมมนาประจำปีของ ECB ที่ เมือง Sintra ประเทศโปรตุเกส นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม จากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม อาทิ LVMH -1.7% 

 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวขึ้นสู่ โซน 4.45% ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาสราว 48% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ทั้งนี้ เราประเมินว่า ความเสี่ยง Two-way Risk ของทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน ทำให้เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ย่อตัวลงเล็กน้อยในลักษณะ Sideways Down ทว่า แม้เงินดอลลาร์จะเผชิญแรงกดดันจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน และภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทว่า เงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนอยู่บ้างตามการอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อลงเล็กน้อยสู่โซน 101.2 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101-101.5 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้เงินดอลลาร์จะทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กอปรกับภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทยอยย่อตัวลงเข้าใกล้โซน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง  

 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญที่ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม คือ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลัก ทั้ง ประธาน FED และ ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เป็นต้น เพื่อประกอบการประเมิน ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงิน หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวลดลง เข้าใกล้ระดับก่อนเกิดสงครามมากขึ้น ซึ่งอาจลดความกังวลของบรรดาธนาคารกลางต่อแนวโน้มเงินเฟ้อได้

 

ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรม (ISM Manufacturing PMI) เดือนมิถุนายน ของสหรัฐฯ และรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงาน อย่าง ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ในเดือนมิถุนายน ที่อาจช่วยสะท้อนถึง แนวโน้มยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) รวมถึง รายงานผลสำรวจ Challenger Job Cuts 

 

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนมิถุนายน ของยูโรโซน ที่อาจส่งผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ได้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงมองว่า ECB มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในปีนี้

 

ส่วนในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินภาพรวมเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี RatingDog PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม เดือนมิถุนายน ที่จะสะท้อนภาวะภาคการผลิตในธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง เป็นสำคัญ  

 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินและสร้างความผันผวนได้พอควร

 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

 

ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าบ้าง ตามจังหวะการรีบาวด์ขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ ที่ยังคงได้อานิสงส์จากทั้งมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED รวมถึง การอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น และจังหวะการปรับตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) อย่างไรก็ดี เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนบ้าง หลังบรรยากาศในตลาดการเงินกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง นำโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ซึ่งอาจส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มดังกล่าว ทำให้ นักลงทุนต่างชาติมีโอกาสทยอยเข้าซื้อหุ้นไทยเพิ่มเติมบ้าง ดังจะเห็นได้ในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ เราเริ่มเห็นสัญญาณการกลับเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวของไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติเพิ่มเติม ซึ่งแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติอาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้ และอย่างน้อยอาจจำกัดไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านสำคัญ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ที่ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ประเมินว่า FED อาจต้องขึ้นดอกเบี้ย เกิน 2 ครั้ง ในปีนี้ ถึงจะทำให้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าว เปิดโอกาสการอ่อนค่าลงต่อเนื่องเข้าใกล้โซนแนวต้าน 33.80 บาทต่อดอลลาร์ และโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ อาจมีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบได้ไม่ยาก หากราคาทองคำปรับตัวลงหนักเช่นกัน 

 

อย่างไรก็ดี เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในตลาดจากการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หลังเงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงพอสมควร เพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้าแทรกแซงค่าเงินจากทางการญี่ปุ่น (และอาจร่วมกับทางการสหรัฐฯ) โดยสถิติการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา สะท้อนว่า เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ในระยะสั้นได้ และการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจต่อเนื่องได้หลายสัปดาห์ หากการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นนั้น เกิดขึ้นในช่วงที่ภาพ Global Macro มีการเปลี่ยนธีม เช่น ผู้เล่นในตลาดกลับมาคาดหวังการคงดอกเบี้ย หรือ แม้กระทั่งการลดดอกเบี้ยของ FED ซึ่งเรามองว่า ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในระยะสั้นนี้ (อาจมีความเป็นไปได้ในช่วงการประชุม FOMC เดือนกันยายน) ทำให้ความเสี่ยงที่การเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น จะนำไปสู่การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินบาทนั้น อยู่ในระดับต่ำ

 

เรายังคงประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจยังคงถูกจำกัดแถวโซนแนวต้านสำคัญ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ จนกว่าตลาดจะมั่นใจมากขึ้นว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้อย่างน้อย 2 ครั้ง ในปีนี้ ขณะที่ การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทนั้นอาจยังถูกจำกัดในช่วง 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากมีการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นจริง เรามองว่า เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก 

 

เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้) 

 

เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.15-33.45 บาท/ดอลลาร์ 

 

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com