ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 31.12 บาท/ดอลลาร์ "อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง" กรุงไทยมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดจะอยู่ที่ระดับ 31.05-31.25 บาท/ดอลลาร์ ลุ้นข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.12 บาท/ดอลลาร์ "อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง" จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.09 บาท/ดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 31.07-31.16 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ขณะเดียวกัน ราคาทองคำ (XAUUSD) ได้ย่อตัวลง ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม แม้ว่าหลายตลาดการเงินจะอยู่ในช่วงปิดทำการเนื่องในวันหยุดเทศกาลตรุษจีน (โดยเฉพาะฝั่งเอเชีย) และวันหยุด Presidents' Day ของฝั่งสหรัฐฯ ทั้งนี้ ช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน ได้ส่งผลกระทบให้ปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินเอเชียเบาบางลง ส่งผลให้สินทรัพย์ฝั่งเอเชียเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน
แม้ว่าในช่วงคืนที่ผ่านมา ตลาดการเงินสหรัฐฯ จะปิดทำการเนื่องในวันหยุด Presidents' Day ทว่า บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจเริ่มทยอยกลับมาสู่ภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้นได้อีกครั้ง สะท้อนผ่าน การปรับตัวขึ้นของสัญญาฟิวเจอร์สตลาดหุ้นสหรัฐฯ ราว +0.2% ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่เร่งรีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มต่อการลงทุนในธีม AI/Semiconductor ที่ยังคงเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นอื่นๆ ที่มีหุ้นในกลุ่มดังกล่าว
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.13% ตามการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มการเงิน และการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน ที่ยังพอได้อานิสงส์จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อย่างประเด็นความตึงเครียดสหรัฐฯกับอิหร่านอยู่ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังคงเผชิญแรงกดดันจากแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor รวมถึงหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เสี่ยงต่อการถูก Disrupt โดย AI ไม่ต่างกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงก่อนหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Up สอดคล้องกับการทยอยอ่อนค่าลงของบรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันก่อนหน้า หลังรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของญี่ปุ่นออกมาแย่กว่าคาด อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ท่ามกลางปริมาณการทำธุรกรรมที่เบาบางในช่วงวันหยุด อีกทั้งผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้เพิ่มเติม ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 97 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 96.9-97.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินจะเบาบางลงในช่วงวันหยุดของหลายตลาดการเงิน ทว่า ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทั้งฝั่งเอเชียและยุโรป กอปรกับการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้สร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ส่งผลให้ราคาทองคำย่อตัวลงสู่โซน 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ ทั้งยอดการจ้างงาน และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง โดยข้อมูลดังกล่าวอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ในการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินได้ ซึ่งล่าสุดบรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOE มีโอกาสราว 97% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้
ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนี และยูโรโซน โดย ZEW (ZEW Economic Sentiment) ในเดือนกุมภาพันธ์
ในส่วนฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP ดัชนีภาคการผลิตอุตสาหกรรมโดย NY FED (Empire Manufacturing Index) ในเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึงข้อมูลตลาดบ้านสหรัฐฯ จากดัชนี NAHB Housing Market Index ในเดือนกุมภาพันธ์ เช่นกัน
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เนื่องจากในช่วงนี้ หลายตลาดการเงินจะอยู่ในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะฝั่งตลาดการเงินเอเชีย ทำให้ ปริมาณการทำธุรกรรมอาจเบาบางลง เราจึงคงมองว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways ในช่วงระหว่างวัน ทว่า อาจต้องจับตาการเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงเปิดทำการของตลาดการเงินฝั่งยุโรปและสหรัฐฯ เนื่องจากจะมีการรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญจากฝั่งอังกฤษและสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเงินดอลลาร์ (และอาจรวมถึงราคาทองคำ) ได้
โดยจากการประเมินสถิติการเคลื่อนไหวของเงินบาท (USDTHB) ในช่วงหลังรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจในวันนี้ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษและข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ เรามองว่า เงินบาทมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ 31.05-31.25 บาทต่อดอลลาร์ ได้ อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของเงินบาทอาจแตกต่างไปจากที่ประเมินไว้ได้ ซึ่งต้องจับตาทิศทางของราคาทองคำที่แม้จะเผชิญแรงกดดันในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย แต่มีโอกาสทยอยรีบาวด์สูงขึ้นได้บ้าง จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะเลิกกังวลความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงระยะสั้นนี้ หรือ ผู้เล่นในตลาดจะกลับมาปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ซึ่งต้องเห็นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาดต่อเนื่อง นอกจากนี้ เราสังเกตเห็นว่า ในบรรดานักลงทุนต่างชาติอาจเริ่มชะลอการเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย เพื่อรอประเมินความชัดเจนของสถานการณ์การเมืองไทย หลังจากที่ได้เข้าซื้อสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะหุ้นไทยไปมากแล้วในช่วงหลังรู้ผลการเลือกตั้ง ทำให้เงินบาทอาจขาดแรงหนุนจากฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติได้
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.05-31.25 บาท/ดอลลาร์