MFC ชี้ดาวเด่นหุ้นโลก “ธีมชิป AI” โตแรงรับโลกใหม่ AI Supercycle เสิร์ฟ “กอง M-MEM” โตกว่า 100%โหน AI Ecosystem ส่วนหุ้นไทย พร้อมส่องอนาคตเมมโมรี่ชิป ลั่น AI ไม่ฟองสบู่ ลงทุนต่อ 3-5 ปี ส่วนหุ้นไทยคาด SET แตะ 1,600 จุด ยังมีฟันด์โฟลเข้า แนะสูตรจัดพอร์ตกระจายหุ้นโลกมากกว่าครึ่งของพอร์ต ที่เหลือหุ้นไทยและทองคำ
นายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี เปิดเผยถึงแนวโน้มการลงทุนในครึ่งปีหลังนี้ ว่า ปีนี้มี 2 ประเด็นที่มอง คือ ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง 20% (ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน)สูงจนชนะตลาดหุ้นพัฒนาแล้วหลายแห่งและยังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวน และตลาดโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐาน AI รอบใหญ่ (Supercycle)
ดังนั้นจึงมองธีมที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่น คือ ธีมในประเทศ เป็นหุ้นปันผลเหมาะสำหรับคนที่ต้องการหนีเงินเฟ้อ ส่นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคาร(แบงก์) และธีมตลาดโลก ยังเป็น ธีม AI โดยมองอุตสาหกรรมต้นน้ำอย่างกลุ่ม Memory Chip (หน่วยความจำสำหรับ AI) กลุ่มเซมิคอนดัคเตอร์ เนื่องปัจจุบัน AI กำลังพัฒนาเป็น “AI Factory” ที่ต้องใช้ทั้งพลังงาน ระบบระบายความร้อน GPU และที่สำคัญคือ Memory ที่กลายเป็นหัวใจสำคัญของการประมวลผล AI จึงทำให้อุตสาหกรรมต้นน้ำมีความสำคัญมาก
ปัจจุบัน MFC มีกองทุนที่ลงทุนกลุ่มหุ้นที่เชื่อมโยงกับ AI Infrastructure Value Chain ผ่าน 4 กองทุน ได้แก่
กองทุน M-MEM เพิ่งออกเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ โดยเน้นลงทุนในหุ้น Memory Chip ที่ได้ประโยชน์จากความต้องการ HBM DRAM และ NAND ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Data Center ที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล และคาดว่าเทรนด์ความต้องการซื้อระดับพรีเมียมยังจะอยู่ต่อไปยาวนานอีกอย่างต่ำประมาณ 3 ปี หลังจากเปิดตัวกองทุนนี้ 2 เดือน เติบโตกว่า 100% แล้ว และตอนนี้การพัฒนา AI เข้าสู่เป็น Agentic AI ซึ่งต้องใช้ RAM และหน่วยความจำมหาศาล ทำให้หุ้นในกลุ่มนี้สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 55% ขณะที่หุ้นกลุ่มอื่นที่เติบโตเพียงประมาณ 7% เท่านั้น
สำหรับปัจจุบัน อุตสาหกรรม Memory Chip มีผู้ผลิตชิปรายใหญ่ 3 รายเท่านั้น ได้แก่ Samsung Electronics, SK Hynix และ Micron Technology ซึ่งครองตลาด DRAM รวมกันกว่า 93% ทำให้ผู้ผลิตชิปมีอำนาจต่อรองด้านราคา ซึ่งปี 2569 มีการปรับราคา NAND เพิ่มขึ้นถึง 33-38% ในไตรมาสเดียว ขณะที่ระดับมูลค่าหุ้นยังไม่แพงมาก โดย Forward P/E อยู่เพียง 9-10 เท่า นอกจากนี้ กลุ่ม AI Infrastructure ยังเป็นตัวผลักดันสำคัญให้ประมาณการกำไร (EPS) ของดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้นถึง 55% ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นเติบโตจำกัด MFC มองว่า ไม่น่าจะเกิดฟองสบู่ AI แตก เพียงแต่อาจจะมีบางหุ้นที่ PE สูง 80 กว่าเท่า INTEL ที่ดูแพง แต่หากโฟกัสหุ้นที่มีกำไรเติบโต ธีม AI ยังลงทุนได้ดีในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า
ส่วนอีก 3 กองทุน คือ MGTECH ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีเอเชียและทั่วโลก ที่ได้ประโยชน์จาก Supply Chain ครอบคลุมหลายชั้นของ AI Ecosystem , M-ATECH ลงทุนในหุ้นผู้ผลิตชิปและเทคโนโลยีฝั่งเอเซีย ซึ่งเป็นฐานสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก , MRENEW ธีมพลังงานที่ได้ประโยชน์จากความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในยุค AI ได้แก่ พลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าที่รองรับ Data Center ซึ่งทุกกองทุนนี้ให้ผลตอบแทนที่ดีแก่ลูกค้า
“ถามกันมากว่า ใครจะเป็นผู้ชนะในโลก AI ตอนนี้ยังไม่มีรใครตอบได้ว่าแอปฯไหนชนะ แต่ตอนนี้โลก AI ไม่ใช่มองแค่ว่าเป็นเรื่องซอฟต์แวร์หรือแอปฯ แต่มันคือ กำลังเป็นโครงสร้างพื้นฐานทั้งอุตสาหกรรม ปีนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะ Memory กำลังกลายเป็น “คอขวด” ของอุตสาหกรรม AI แทน GPU โดยความต้องการไม่ได้มาจากมือถือหรือคอมพิวเตอร์เหมือนในอดีต แต่เกิดจาก Data Center ขนาดใหญ่ที่ใช้รองรับ AI ขั้นสูง เช่น Agentic AI ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ เช่น Microsoft, Google และ Meta มีแนวโน้มเพิ่มงบลงทุนรวมเป็น 1-2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2028-2030 คาดว่าอุปสงค์จะยังสูงกว่าอุปทานไปอีกหลายปี“
นายเชาวน์กร โชติบัณฑ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ. เอ็มเอฟซี กล่าวถึงปัจจัยที่ขับเคลื่อนการลงทุนทั่วโลก ว่า ตอนนี้สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้แรงกดดันด้านราคาน้ำมันและเงินเฟ้อลดลง จึงคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ไม่น่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในระยะสั้นนี้ และหากจำเป็นต้องปรับขึ้นก็จะขึ้นไปเท่ากับช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนจึงเบาใจได้ระดับหนึ่ง
ปัจจัยสงครามภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลายแต่จะไม่ได้สงบตลอด แม้คู่ขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านจะคลี่คลาย แต่อาจจะเกิดคู่ขัดแย้งอื่นๆขึ้นได้แต่จะไม่ได้เป็นการสู้รบรุนแรง สิ่งที่ต้องกังวล คือ สงครามการค้า อาจจะกลับมาใหม่ แต่ช่วงนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐ “โดนัลด์ ทรัมป์” กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ จึงคาดว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง สถานการณ์ความขัดแย้งทั้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าจะไม่รุนแรง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยใหญ่่ของกำไรบริษัทจดทะเบียนยังแข็งแกร่ง , กระแส AI ที่เป็นเมกะ ธีม ,เกิดการหมุนของเม็ดเงินลงทุน เข้าสู่หุ้นที่มีกำไรชัดเจน
สำหรับเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย MFC คาดการณ์ GDP ปีนี้ เติบโต 1.9% ปัจจัยหนุนสำคัญจากเสถียรภาพของรัฐบาลจะช่วยขับเคลื่อนการลงทุนโดยเฉพาะการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในกลุ่ม Data Center จากต่างชาติเข้ามา เชื่อว่าในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยจะฟื้น ส่วนทิศทางตลาดหุ้นไทย MFC คาดเป้าหมาย SET Index อยู่ที่ 1,600 จุด P/E ที่ 15-16 เท่า และคาดจะมีฟันด์โฟลไหลเข้าต่อเนื่อง ส่วนกรอบล่างคาดอยู่ที่ 1,500 จุด
สำหรับการจัดพอร์ตลงทุน แนะนำให้น้ำหนักหุ้นไทยไม่ควรเกิน 50% ของพอร์ตรวม ส่วนที่เหลือกกระจายลงทุนหุ้นทั่วโลก สำหรับทองคำแนะนำไม่ควรเกิน 5%โดยในช่วงนี้ราคาทองคำระดับ 4,000 ดอลลาร์/ออนซ์ ยังเป็นระดับที่เริ่มเข้าซื้อได้