ธปท. เผยสินเชื่อ Q2 โต 2% หลักๆมาจากธุรกิจรายใหญ่ สวนทางกับ SMEs หดตัวยาว 4 ปีต่อเนื่อง สินเชื่ออุปโภคบริโภคเริ่มปรับตัวดีขึ้น คาดไตรมาส 3 สินเชื่อขยายตัวจากผู้ประกอบการต้องการเงินทุนหมุนเวียนรับมือต้นทุนสินค้าพุ่ง ทำให้ต้องเฝ้าระวังต่อไป
นายสุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลองและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมบริษัทในเครือ) ไตรมาส 2 ปี 2569 (Q2) ขยายตัวที่ 2.0% จากระยะเดียวกันปีก่อน จากการขยายตัวของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญตามความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากต้นทุนพลังงานและราคาวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น ขณะที่สินเชื่อ SME และสินเชื่ออุปโภคบริโภคยังหดตัวต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง
"การขยายตัวของสินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาส 2 นี้ ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสก่อนหน้ามากนัก มีการปรับตัวสูงขึ้นจากสินเชื่อรายใหญ่ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียน โดยธุรกิจรายใหญ่มีการขยายตัว 6.6% สินเชื่อ SMEs -4.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 16 (2ปี) เนื่องจากธนาคารกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ ทำให้เข้าถึงสินเชื่อยากและดอกเบี้ยกู้ที่สูงเป็นข้อจำกัด แต่สินเชื่ออุปโภคบริโภคเริ่มปรับตัวดีขึ้นโดยเฉพาะบัตรเครดิต ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อหดตัว สะท้อนผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ที่มีความยากลำบากในการหารายได้ ยิ่งการหารายได้จากสินเชื่อจะชะลอลง และ NIM ลดลงเหลือ 2.35% ธนาคารพาณิชย์มีการปรับรูปแบบธุรกิจแม้รายได้จากดอกเบี้ยน้อยลง แต่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยจะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยรายได้จากค่าธรรมเนียมต่างๆที่ปรับสูงขึ้นในบางราย
ด้านคุณภาพสินเชื่อ NPL (Stage 3) ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 534.8 พันล้านบาท จากการเร่งบริหารจัดการคุณภาพหนี้เป็นสำคัญ ส่งผลให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมทรงตัวอยู่ที่ 2.82% ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนที่อยู่ร้อยละ 2.85%ซึ่งเป็นช่วงต้นของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
สำหรับสินเชื่อ Stage 2 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 6.78% ส่วนหนึ่งจากลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่ไหลเป็น NPL เพิ่มขึ้น ขณะที่มีลูกหนี้บางส่วนที่เดิมถูกจัดชั้นเชิงคุณภาพปรับตัวดีขึ้นหลังจากธนาคารพาณิชย์ยังให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชะลอการเกิด NPL ใหม่
แนวโน้ม NPL นายสุโชติ กล่าวว่า ปัจจุบัน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยังมีความไม่แน่นอน และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไม่ทั่วถึง เป็นปัจจัยกดดันความสามารถในการชำระหนี้และคุณภาพสินชื่อด้วย ซึ่งต้องติดตามต่อไปโดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีเปราะบาง และภาคครัวเรือนที่เผชิญกับความผันผวนของรายได้และค่าครองชีพที่สูงขึ้น เมื่อมีความไม่แน่นอนของสงครามมีอยู่สูงทำให้ยังไว้วางใจไม่ได้มาก ธปท.ได้เตรียมมาตรการอื่นรองรับ เช่น แนวคิดปรับเกณฑ์การสนับสนุนปรับโครงสร้างหนี้ของธนาคารพาณิชย์ให้ยืดหยุ่นขึ้น เพื่อทำให้การลดค่างวดของลูกหนี้ได้ประสิทธิภาพมากพอ ถือเป็นช่วงการเตรียมรับมือหากสาถนการณ์เลวร้ายกว่าเดิม
สำหรับผลการดำเนินงานกำไรสุทธิของระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา 83,000 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 6.8%จากระยะเดียวกันปีก่อน จากกำไรที่มาจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของตราสารทางการเงิน และค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ ประกอบกับค่าใช้จ่ายสำรองลดลงหลังจากที่ธนาคารพาณิชย์ได้กันสำรองไปค่อนข้างมากในช่วงก่อนหน้า และมีการบริหารต้นทุนการดำเนินงานที่ดีขึ้นซึ่งช่วยชดเชยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลงตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้สอดคล้องกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง
ในระยะต่อไป สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ไม่ทั่วถึง ยังเป็นปัจจัยกดดันความสามารถในการชำระหนี้ โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้ SMEs ที่เปราะบางอยู่เดิมและภาคครัวเรือนที่เผชิญกับความผันผวนของรายได้และค่าครองชีพที่สูงขึ้น จึงควรติดตามแนวโน้มคุณภาพสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์อย่างใกล้ชิดต่อไป ทั้งนี้ มาตรการการลดภาระหนี้ของทางการและการสนับสนุนสภาพคล่องจากสถาบันการเงินที่ต่อเนื่องคาดว่าจะมีส่วนช่วยประคับประคองภาคธุรกิจและครัวเรือนในระยะต่อไป
"แนวโน้มสินเชื่อไตรมาส 3 นี้ ประเมินจากทิศทางราคาพลังงาน ต้นทุนวัตถุดิบแม้จะย่อตัวลงมา แต่ก็ยังสูงกว่าช่วงก่อนสงครามตะวันออกกลาง ทำให้แนวโน้มความต้องการเงินทุนหมุนเวียนของภาคธุรกิจคงยังมีต่อนเอง รวมถึงเงินที่ให้ธุรกิจต้องการไม่ใช่แค่ธุรกิจรายใหญ่ แต่ระยะหลังธุรกิจ SMEsบางประเภท ต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นด้วยเพื่อรับมือกับต้นทุนที่เพิ่ม คาดว่าสินเชื่อน่าจะเติบโตได้จากเรื่องของ Supply side กลุ่มเปราะบางก็ยังต้องจับตามอง เช่นวัสดุก่อสร้างที่แพงขึ้น ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัวจากกำลังซื้อประชาชนที่ไม่พอ ในช่วงนี้ยังอยู่ช่วงระวัง" นายสุโชติกล่าว