Economies

เงินบาท“แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.07 บาท/ดอลลาร์ 
13 ส.ค. 2569

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.07 บาท/ดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” กรุงไทยคาดในช่วง 24 ชั่วโมง จะอยู่ที่ระดับ 32.95-33.20 บาท/ดอลลาร์ รอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.07 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.17 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันที่ 11 สิงหาคม)

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 11 สิงหาคม ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 32.98-33.18 บาทต่อดอลลาร์) ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการปรับตัวขึ้นบ้างของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ที่ไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน ซึ่งชะลอตัวลงต่อเนื่อง และออกมาตามคาด (CPI +3.4%y/y, +0.1%m/m ส่วน Core CPI +2.5%y/y, +0.2%m/m) ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังคงมุมมองเดิมว่า FED ยังมีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้ราว 1 ครั้ง (โอกาสครั้งที่ 2 อยู่ที่ราว 9% ลดลงเล็กน้อยจาก 13% ในช่วงก่อนรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI) โดยความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง กอปรกับภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ได้หนุนการรีบาวด์ขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ส่งผลชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ทั้งนี้ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย เงินบาทได้แรงหนุนบ้าง ตามการรีบาวด์ขึ้นอีกครั้งของราคาทองคำสู่โซน 4,430 ดอลลาร์ต่อออนซ์

บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มทยอยเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ชะลอลงตามคาด อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงทำให้ผู้เล่นในตลาดไม่รีบเปิดรับความเสี่ยงอย่างเต็มที่ ทำให้ โดยรวม ดัชนี Dowjones ย่อตัวลง -0.04% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.26% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น +0.54% (หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor) 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ย่อตัวลง -0.16% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงกดดันบรรยากาศโดยรวมของตลาดหุ้นยุโรป ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างหลังผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง อีกทั้งรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ยังคงออกมาสดใส 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่ระดับ 4.68% อีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดไม่ได้ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ที่ออกมาตามคาด ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่ นอกจากนี้ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และผลการประมูลบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ล่าสุด ยังมีส่วนหนุนการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวน สอดคล้องกับทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง หลังอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ชะลอตัวลงตามคาด ก่อนจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดไม่ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้อานิสงส์บ้างจากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นฝั่งยุโรป ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 99.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.6-100 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) จะได้แรงหนุนในช่วงแรงตามจังหวะการปรับตัวลงของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และจังหวะการรีบาวด์สูงขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์ กับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ชะลอและจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำไว้แถวโซน 4,450-4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนกรกฎาคม เพื่อประกอบการประเมิน อัตราเงินเฟ้อ PCE ที่ FED ติดตาม หลังรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ล่าสุด นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินภาพตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงาน ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) 

ในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษ ผ่านรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 และ ยอดผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนมิถุนายน พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ยอดผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนมิถุนายน ของยูโรโซน เช่นกัน

ส่วนทางฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) ในเดือนกรกฎาคม ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ตามอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการบรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาล 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดได้รับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่จะเห็นได้ว่า ผู้เล่นในตลาดยังไม่ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเรามองว่า เป็นผลของความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดอาจรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนสิงหาคม เพิ่มเติม รวมถึง รอลุ้น รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนกรกฎาคม ที่จะรับรู้ในคืนนี้ ทั้งนี้ จากการประเมิน แนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ทั้งในฝั่งสหรัฐฯ และฝั่งยุโรป เรามองว่า หากเงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง อาจติดโซนแนวต้าน 33.10-33.20 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทนั้น อาจยังไม่สามารถทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะหลังการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ เริ่มชะลอลงบ้าง เนื่องจากขาดปัจจัยหนุนเพิ่มเติม อีกทั้ง ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ เริ่มไม่ได้เข้าซื้อสินทรัพย์ไทยต่อเนื่อง และมีแรงขายสินทรัพย์ไทยออกมาบ้าง อาทิ ในฝั่งตลาดบอนด์ไทย นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดบางส่วน อย่างฝั่งผู้นำเข้า ต่างก็รอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์แถวโซนแนวรับดังกล่าว ทำให้ การแข็งค่าขึ้นของเงินบาททะลุโซนดังกล่าว จะต้องเห็นการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ หรือ รับรู้ข่าวสถานการณ์ในตะวันออกกลาง 
 
เนื่องจากเงินบาทได้ทยอยแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายวัน นั้น จะถือว่า เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้ม “แข็งค่า” หรืออย่างน้อยเคลื่อนไหว Sideways และ หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.95-33.20 บาท/ดอลลาร์

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com