Economies

กรุงไทยคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ 32.85-33.40 บาท/ดอลลาร์
17 ส.ค. 2569

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 33.12 บาท/ดอลลาร์ "แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง" กรุงไทยคาดสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.85-33.40 บาท/ดอลลาร์ จับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และลุ้นดัชนี PMI ของประเทศเศรษฐกิจหลัก

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  33.12 บาท/ดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  33.15 บาท/ดอลลาร์   

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.08-33.18 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามช่วงการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาดเป็นส่วนใหญ่ อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนกรกฎาคม ที่หดตัว -0.6%m/m ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) เดือนสิงหาคม ได้ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 51 จุด แย่กว่าคาดเช่นกัน ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ ถูกชะลอลง และมีจังหวะพลิกกลับมาอ่อนค่าบ้าง ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง จนหนุนให้ ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกับการปรับตัวรีบาวด์แข็งค่าขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ 

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม หลังอัตราเงินเฟ้อ CPI ชะลอลงตามคาด อีกทั้ง ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ชะลอลงมากกว่าคาด ลดความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการของบรรดาเศรษฐกิจหลัก

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนสิงหาคม รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ อาทิ ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนกรกฎาคม และยอดการจ้างงานรายสัปดาห์ โดย ADP นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานการประชุม FOMC ล่าสุด (FOMC Meeting Minutes) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ตามรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ล่าสุด ที่ช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ โดยผู้เล่นในตลาดได้ให้โอกาสราว 93% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม  พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมทั้ง รอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้

▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยูโรโซน (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน และอังกฤษ ในเดือนกรกฎาคม ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของทั้งยูโรโซนและอังกฤษ ในเดือนสิงหาคม รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ ของอังกฤษ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงาน ที่ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง และยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนกรกฎาคม เป็นต้น ล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดยังคงมองว่า ECB มีโอกาสราว 61% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจเกิน 100% ว่า BOE จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนกรกฎาคม ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนสิงหาคม รวมถึง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจญี่ปุ่น ในไตรมาสที่ 2 โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาส 60% ที่ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญประจำเดือนกรกฎาคม เช่น ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และยอดการลงทุนสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets Investment) รวมถึง ข้อมูลราคาบ้าน (New/Used Home Prices) ที่จะช่วยสะท้อนแนวโน้มภาคอสังหาฯ ของจีน ทั้งนี้ การฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของเศรษฐกิจจีน อาจทำให้ธนาคารกลางจีน (PBOC) คงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกหนี้ชั้นดี (Loan Prime Rate) ที่ระดับ 3.00% และ 3.50% สำหรับระยะ 1 ปี และ 5 ปี ตามลำดับ ในส่วนนโยบายการเงินนั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.75% หลังอัตราเงินเฟ้อได้ชะลอตัวลงเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1.5%-3.5% อีกทั้ง ค่าเงินรูเปียะห์ (IDR) ได้กลับมาทยอยแข็งค่าและมีเสถียรภาพมากขึ้นจากช่วงก่อนหน้า

▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า เศรษฐกิจไทยอาจโตเพียง +1.8%y/y ชะลอลงมากจากที่โตกว่า +2.8%y/y ในไตรมาสแรก กดดันโดยผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า เศรษฐกิจยังพอได้แรงหนุนจากทั้งกระแส AI Boom และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ/บรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาล นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) เดือนกรกฎาคม ที่อาจขยายตัวในอัตราที่สูงต่อเนื่อง ตามความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor รวมถึงการลงทุนใน Data Center ภายใต้กระแส AI Boom

สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (USDTHB) แม้จะยังคงมีอยู่ แต่อาจชะลอลงบ้าง หลังเงินบาทได้พลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้างในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามจังหวะรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ และการปรับตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ทำให้ในช่วงระยะสั้น เงินบาทอาจมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่อาจเป็นไปอย่างจำกัด หรืออย่างน้อยอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ตราบใดที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้กลับมาทวีความร้อนแรงขึ้น จนส่งผลให้ ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมถึง ผู้เล่นในตลาดไม่ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของบรรดาธนาคารกลาง โดยเฉพาะ FED อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ เรามองว่า โฟลว์ธุรกรรมเกี่ยวกับทองคำยังคงส่งผลกระทบต่อเงินบาทพอสมควร ทำให้ต้องจับตาและระวังความผันผวนของเงินบาท จากการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED และเราขอย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน 

เรามองว่า หากเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกจำกัดแถวโซนแนวรับแรก ในช่วง 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.80 บาทต่อดอลลาร์ หรือบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน) ส่วนโซนแนวต้านจะอยู่ในโซน 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.50 บาทต่อดอลลาร์) ทั้งนี้ ควรติดตามรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินและส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายสัปดาห์ เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง แต่ใน Time Frame รายวัน เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้มแข็งค่า หรืออย่างน้อยอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways จนกว่าจะพลิกกลับมาอ่อนค่าทะลุโซน 33.30 บาทต่อดอลลาร์ อย่างชัดเจน แนวโน้มการแข็งค่าขึ้น ถึงจะกลับตัวเป็น แนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์ยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk  โดยเงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลง หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาแย่กว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ทว่า เงินดอลลาร์พร้อมกลับมาแข็งค่าขึ้น หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้น

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.85-33.40 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.00-33.20 บาท/ดอลลาร์

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com