ตลท. เผยตลาดหุ้นไทยผันผวนน้อยกว่าภูมิภาคหลังเกิดสงครามในอิหร่าน ชี้ต้นปีนี้ SET ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวก 6-7% นักลงทุนเชื่อมั่นเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ พร้อมเกาะติดผลกระทบราคาน้ำมันต่อภาคธุรกิจในตลาด นายกสมาคม บลจ. แนะปรับพอร์ตลงทุนกระจายทั้งใน-นอกประเทศ ชู 3 กลุ่มที่เด่น ‘พลังงานสะอาด-อาหาร-เทคAI' หลีกเลี่ยงกลุ่มสายการบินและท่องเที่ยว
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตชท.) เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนลงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคนี้ ทำให้ตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงปัจจุบัน (YTD) ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET) ยังบวก 6-7% เติบโตในอันดับต้นๆ ในเอเชีย ซึ่งมาจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ยังแข็งแกร่ง และมีจุดแข็งหุ้นไทยมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ดี ทำให้ช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลง (downside risk) ประกอบกับการเมืองไทยมีเสถียรภาพทั้งการจัดตั้งรัฐบาลที่ชัดเจนและการโหวตเลือก “นายอนุทิน ชาญวีรกุล” เป็นนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ทำให้สามารถเดินหน้านโยบายต่างๆได้ต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลชุดใหม่จะบริหารจัดการปัญหาความเสี่ยงต่างๆที่เกิดขึ้นในเวลานี้ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ถือเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทย
สำหรับกระแสเงินลงทุนต่างชาติยังผันผวนและประเมินทิศทางได้ยาก เพราะเมื่อต้นปีนี้ นักลงทุนต่างชาติไหลเข้าประมาณ 6 หมื่นล้านบาท แต่หลังเกิดสงครามในอิหร่าน เงินไหลออกราว 3 หมื่นล้านบาท ส่วนปัจจุบันต่างขาติมีทั้งวันที่ซื้อสุทธิและขายสุทธิ เนื่องจากมีปัจจัยกดดันจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด และเข้าร่วมประชุมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินผลกระทบต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม
นางชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และความไม่แน่นอนที่เกิดในประเทศยังกดดันบรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นไทย ซึ่งประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ลดลงและกระทบต่อแนวโน้มเงินเฟ้อที่สูงขึ้น หากสงครามสหรัฐกับอิหร่านยืดเยื้อ เงินเฟ้อสูงจึ้น จะส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ยไทยไม่น่าจะลงอีก หลังจากที่ กนง. เพิ่งปรับลดลงในเดือนที่แล้ว
โดยมองว่า ราคาน้ำมันที่ปรับพุ่งขึ้นคล้ายกับช่วงเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ผ่านมา ซึ่งรอบนี้ความเสี่ยงเกิดจากเส้นทางขนส่งพลังงานในตะวันออกกลางถูกทำลาย ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ราคาพลังงานในประเทศจะต้องปรับขึ้นตามต้นทุนที่แทัจริง ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและกำลังซื้อในประเทศ
นางชวินดา แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ ว่า ควรปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับภาวะในปัจจุบัน โดยกระจายการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นในกลุ่มพลังงาน และปรับลดน้ำหนักลงทุนในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานสูง เช่น สายการบิน ท่องเที่ยว ที่มีผลกระทบจากต้นทุนค่าเดินทางที่สูงขึ้น
ส่วนธีมการลงทุน แนะนำ พลังงานสะอาด หลังจากโลกเผชิญปัญหาการทำลายแหล่งน้ำมัน ทำให้ประเทศต่างๆต้องเตรียมสร้างพลังงานสำรองมาทดแทนน้ำมัน ที่สำคัญทั่วโลกหันมาลงทุนสร้างพลังงานสะอาดกันมากขึ้นเป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศ จากเดิมที่เคยมอง พลังงานสะอาดเป็นเพียงกระแส ESG และกลุ่ม เทคโนโลยี AI กลุ่มที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล