Economies

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.46 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”
6 พ.ย 2569

กรุงไทย มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง 33.35-33.65 บาท/ดอลลาร์ จับตารายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึง การเมืองยุโรป

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.46 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.40 บาท/ดอลลาร์  

▪    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 33.37-33.48 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงรุนแรงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังยังคงมีรายงานข่าวเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตี ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกับกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) พลิกกลับมาย่อตัวลง แม้บรรยากาศในตลาดการเงินจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดได้ปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยลง(โอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ ลดลง จากระดับ 83% ในช่วงก่อนเผชิญ AI Sell-Off สู่ระดับราว 63% ล่าสุด) จากความกังวลผลกระทบต่อเศรษฐกิจและทิศทางเงินเฟ้อ หากแนวโน้มการลงทุนใน AI สะดุดลง อย่างไรก็ดี บรรดาเจ้าหน้าที่ FED ยังคงส่งสัญญาณสนับสนุนการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อให้สำเร็จ

▪    มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง 33.35-33.65 บาท/ดอลลาร์ 

▪    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันจากแรงเทขายหุ้นกุล่ม AI/Semiconductor ที่รุนแรงนับตั้งแต่ปี 2020 อาทิ AMD -17.3%, Nvidia -9.3% นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลาง กอปรกับ การลดความเสี่ยงพอร์ตการลงทุนโดยรวม ได้สร้างแรงขายไปยังหุ้นกลุ่มอื่นๆ เพิ่มเติม ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ดิ่งลงหนัก -3.4% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -4.4% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ดิ่งลงหนักกว่า -6.5%

▪    ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลง -0.4% แม้จะเผชิญแรงกดดันจากแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor อาทิ ASML -6.7% และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ไม่ต่างจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาสดใส และการกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นกลุ่มอื่นๆ นอกจากหุ้นธีม AI/Semiconductor รวมถึงหุ้นสหรัฐฯ (Sector & Country Rotation) 

▪    ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลง สู่ระดับ 4.84% ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงรุนแรงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทั้งในปี 2026 และ 2027 อย่างไรก็ดี การพลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และมุมมองของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ซึ่งคงย้ำจุดยืนพร้อมสนับสนุนการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED ได้ช่วยชะลอการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทั้งนี้ เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะเคลื่อนไหวผันผวนสูงในระยะสั้น โดยความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้น เริ่มมีมากกว่าที่จะปรับตัวลดลงต่อเนื่องชัดเจน ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเน้น Buy on Dip ในช่วงบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นเท่านั้น และไม่ไล่ราคาซื้อ หลังบอนด์ยีลด์ปรับตัวลงในช่วงผ่านมาพอควร (Risk-Reward ในการถือครองบอนด์ระยะยาวมีความน่าสนใจลดลงจากช่วงบอนด์ยีลด์ 10 ปี เหนือโซน 5.00% พอควร)

▪    ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวน โดยเงินดอลลาร์ได้แรงหนุนบ้าง ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงรุนแรงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า การปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยของผู้เล่นในตลาด และจังหวะปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย สู่โซน 101.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.4-101.7 จุด)

▪    ทองคำ – ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง กอปรกับ จังหวะปรับตัวขึ้นเงินดอลลาร์และแรงขายทองคำ เพื่อลดความเสี่ยง หลังบรรดาหุ้น AI/Semiconductor เผชิญแรงเทขายรุนแรง ได้สร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ส่งผลให้ ราคาทองคำยังคงไม่สามารถปรับตัวขึ้นทะลุโซน 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะย่อตัวลงและแกว่งตัวแถวระดับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามแรงซื้อในช่วงย่อตัวของผู้เล่นในตลาดบางส่วน และจังหวะการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ 

▪    สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ซึ่งผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจกับ รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในรายงานดังกล่าว พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED 

▪    ในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของยูโรโซน พร้อมทั้ง รอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE)
  
▪    ทางฝั่งเอเชียแปซิฟิก ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านถ้อยแถลงของผู้ว่าฯ BOJ ส่วนในฝั่งไทย เรามองว่า อัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนตุลาคม อาจเร่งสูงขึ้นสู่ระดับ 3.31% (+0.37%m/m) ตามราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและผลของสภาพอากาศที่แปรปรวนต่อราคาอาหารสด รวมถึงราคาอาหารสำเร็จรูป 

▪    และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึง รอติดตามสถานการณ์การเมืองยุโรป อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้น AI/Semiconductor ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้เช่นกัน 


Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options

ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้น จากแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor อาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นเอเชียและบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชียได้ (โดยเฉพาะ ค่าเงินวอนเกาหลีใต้ KRW และค่าเงินไต้หวันดอลลาร์ TWD) ซึ่งเงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมเช่นกัน หากผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติเลือกเทขายหุ้นในธีมดังกล่าว อาทิ DELTA นอกจากนี้ เรามองว่า หุ้น AI/Semiconductor กับ ทองคำ ยังคงเคลื่อนไหวสอดคล้องกันพอควร โดยหากแรงเทขายหุ้น AI/Semiconductor ยังคงมีอยู่ อาจสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำได้ ตามความจำเป็นในการปรับลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน รวมถึงเพิ่มสภาพคล่อง ยิ่งในช่วงระยะสั้นนี้ ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นมาพอควร และที่สำคัญ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง กอปรกับ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมนี้ ไปมาก ทำให้ เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกชะลอลงไว้แถวโซนแนวรับ 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์ และความเสี่ยงที่เงินบาทจะพลิกกลับมาไปอ่อนค่าทดสอบ/ทะลุโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป ยังคงอยู่ในช่วง 33.75-33.85 บาทต่อดอลลาร์) มีอยู่พอควร โดยในช่วงระยะสั้น เราขอย้ำว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวัง ความเสี่ยงที่เงินบาทอาจอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทดสอบ/ทะลุทุกโซนแนวต้านดังกล่าวได้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น แต่หากสถานการณ์มีแนวโน้มชัดเจนที่จะคลี่คลายลงได้ เราถึงจะมั่นใจมากขึ้น ต่อคาดการณ์ของเราที่มองว่า เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ จนถึง สิ้นไตรมาส 1 ในปี 2027 (ย้ำภาพความเสี่ยง Two-way risk ของเงินบาท)

ทั้งนี้ เงินบาทอาจผันผวนได้บ้าง ในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลการจ้างงาน โดยต้องระวังว่า หากยอดการจ้างงานออกมาดีกว่าคาดชัดเจน อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งภาพดังกล่าว อาจยิ่งสร้างแรงกดดันต่อบรรดาหุ้น AI/Semiconductor ได้ ทำให้ เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันจากสองฝั่ง ทั้ง เงินดอลลาร์ที่อาจแข็งค่าขึ้นหรือได้แรงหนุนจากภาพดังกล่าว และการปรับตัวลงของราคาทองคำ ตามการปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย รวมถึง ผลข้างเคียงจากแรงขายหุ้น AI/Semiconductor

ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com