Economies

กรุงไทยคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ 31.75-32.50 บาท/ดอลลาร์ จับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง-เงินเฟ้อสหรัฐฯ
9 มี.ค. 2569

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 32.08 บาท/ดอลลาร์ "อ่อนค่าลงเล็กน้อย" มองกรอบสัปดาห์นี้ 31.75-32.50 บาท/ดอลลาร์ จับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมลุ้นเงินเฟ้อของสหรัฐฯ

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.08 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  31.92 บาท/ดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up โดยสามารถอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย (แกว่งตัวในกรอบ 31.76-32.15 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับ การเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ ที่แม้จะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าบ้าง หลังรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ล่าสุด ออกมาแย่กว่าคาด (ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม หรือ Nonfarm Payrolls ลดลงกว่า 9.2 หมื่นราย ส่วนอัตราการว่างงานสูงขึ้นสู่ระดับ 4.4%) ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดยังคงประเมิน FED มีโอกาสราว 76% ลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้  ซึ่งภาพดังกล่าวได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่ผู้เล่นในตลาดจะปรับลดมุมมองต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED (โอกาสลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ เหลือ 54%) หลังราคาพลังงานยังพุ่งสูงขึ้น จากความกังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อ ส่งผลให้ เงินดอลลาร์พุ่งสูงขึ้นในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย พร้อมกดดันให้ ราคาทองคำปรับตัวลง ส่วนเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน 

สัปดาห์ที่ผ่านมา ความกังวลต่อสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อ ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED และหนุนการแข็งค่าของเงินดอลลาร์

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

ฝั่งสหรัฐฯ – พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเด็นดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาพลังงานโลก และส่งผลต่อเนื่องมายังมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดประเมินโอกาสราว 76% ที่ FED จะสามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ มุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อาจปรับเปลี่ยนได้อย่างมีนัยสำคัญ หลังรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ PCE ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) รวมถึงยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) ในเดือนมกราคม รวมถึง อัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกุมภาพันธ์ และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) เดือนมีนาคม ซึ่งในรายงานเดียวกันนั้น จะมีรายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะยาว (Inflation Expectations) ที่จะเป็นอีกข้อมูลสำคัญในการประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED

▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน และแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านรายงาน ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) ในเดือนมีนาคม ที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มและผลกระทบของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง รวมถึง รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนมกราคม เช่นเดียวกับในฝั่งอังกฤษ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรมในเดือนมกราคม นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า ECB มีโอกาสราว 56% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน BOE มีโอกาสราว 34% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปี 2026 โดยบรรดาผู้เล่นในตลาดต่างปรับมุมมองใหม่ว่า ทั้ง ECB และ BOE อาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดกว่าที่เคยประเมินไว้ จากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจหนุนให้ราคาพลังงานโลกอยู่ในระดับสูงได้นานและหนุนให้เงินเฟ้อสูงขึ้น 

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึงยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่อาจได้รับผลกระทบบ้างจากปัจจัยเทศกาลตรุษจีน ส่วนทางฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ในเดือนมกราคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดประเมิน BOJ มีโอกาสราว 82% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ในปีนี้ ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดไม่ได้ปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ มากเท่ากับการปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ ท่ามกลางผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เนื่องจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นเสี่ยงได้รับผลกระทบพอสมควร หากราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้น (จากงานวิจัยผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดย Nippon Research Institute พบว่า อัตราการเติบโตเศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจได้รับผลกระทบ ราว -0.1pct ถึง -0.7pct ส่วนอัตราเงินเฟ้อ CPI อาจสูงขึ้น +0.2pct ถึง +1.1pct) เนื่องจากเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิและพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางสูง

▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนกุมภาพันธ์ ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า รับผลการเลือกตั้งและการปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งของตลาดหุ้นไทยในช่วงหลังการเลือกตั้ง ทว่า ในเดือนมีนาคมและระยะข้างหน้า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเสี่ยงปรับตัวลดลงบ้าง หากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น คล้ายกับภาพที่ได้เกิดขึ้นในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ปี 2022

สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) เสี่ยงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง อาจทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้นตามที่เราได้ประเมินไว้ในกรณีสถานการณ์เสี่ยงยืดเยื้อได้ ซึ่งตราบใดที่การขนส่งผ่านช่องแคบ Hormuz ยังคงหยุดชะงักลง ราคาสินค้าหลายรายการเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้น นอกเหนือจากพลังงาน อาทิ Fertilizers, แก๊ส Helium และ Sulfur ทำให้ผู้เล่นในตลาดยิ่งกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ และปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ได้ ซึ่งภาพดังกล่าวอาจหนุนเงินดอลลาร์เพิ่มเติม พร้อมกับกดดันราคาทองคำ ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจถูกชะลอลงบ้าง หากรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดจะยังคงคาดหวังการลดดอกเบี้ยของ FED ราว 1-2 ครั้ง ในปีนี้ ได้ และหากเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงหนัก อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดกังวลความเสี่ยงที่ทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ อาจเข้าแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งจะช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นและการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ได้

อนึ่ง เรามองว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออกต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ ซึ่งอาจพอช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้บ้าง แต่ยังคงต้องติดตามแรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้พลิกกลับมาอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง หลังเงินบาทได้อ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยเราจะประเมินว่า เงินบาทจะยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง ตราบใดที่เงินบาทยังสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 31.75-31.80 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ หากประเมินจากรูปแบบของกราฟเงินบาทใน Time Frame Daily จะพบว่า เงินบาทได้อ่อนค่าลงทะลุกรอบ Falling Wedge สะท้อนความเสี่ยงการอ่อนค่าลงต่อเนื่อง โดยอาจมีเป้าราคาแถวโซน 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ซึ่งเป้าราคาดังกล่าว ยังสอดคล้องกับกรอบการเคลื่อนไหวที่เป็นไปได้ จากความผันผวนสูงในระยะ 3 เดือน 

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk โดยการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์จะขึ้นกับการปรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ที่มีตัวแปรสำคัญ คือ สถานการณ์ในตะวันออกกลางและรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.75-32.50 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.95-32.30 บาท/ดอลลาร์

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com