Economies

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 33.04 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” 
18 ส.ค. 2569

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.04 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” กรุงไทยคาดในช่วง 24 ชั่วโมง จะอยู่ที่ 32.95-33.15 บาท/ดอลลาร์ ติดตามรายงานยอดผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.04 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.99 บาท/ดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงเล็กน้อย และเคลื่อนไหวเหนือโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.97-33.07 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้น หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงการเจรจาเพื่อเปิดช่องแคบ Hormuz นั้น ไร้ความคืบหน้า อย่างไรก็ดี เงินบาทยังพอได้แรงหนุนบ้าง หลังราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถทยอยปรับตัวขึ้นบ้างและเคลื่อนไหวเหนือโซนแนวต้าน 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ อย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง ทว่า ราคาทองคำยังคงได้แรงหนุนจากการเข้าซื้อเพื่อปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด หลังราคาทองคำปรับตัวขึ้นทะลุโซนแนวต้าน ขณะเดียวกัน ความกังวลต่อแนวโน้มฐานะการคลังของสหรัฐฯ ที่สะท้อนผ่านแรงขายบอนด์ระยะยาว ทั้งบอนด์ 10 ปี และ 30 ปี ได้เป็นอีกปัจจัยที่หนุนราคาทองคำ

บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวอีกครั้ง ท่ามกลางความเสี่ยงสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจร้อนแรงขึ้น ซึ่งหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบและยังทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยบ้าง (โอกาสราว 94% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้) โดยความกังวลดังกล่าวได้กดดันให้บรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ของสหรัฐฯ ต่างปรับตัวลง อาทิ Meta -3.5% Microsoft -3.0% ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Chevron +1.4% ทำให้ โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.51% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.52% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง -0.32% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ย่อตัวลง -0.22% ท่ามกลางความกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงกลับมาร้อนแรงขึ้น ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นธีม AI/ Semiconductor อย่าง ASML +2.6% ขณะที่หุ้นเทคฯ อื่นๆ และหุ้นสไตล์ Growth ต่างปรับตัวลง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม ส่วนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ได้ช่วยหนุนการปรับตัวขึ้นบ้างของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่ระดับ 4.73% หลังความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยบ้าง ขณะเดียวกัน ความกังวลต่อแนวโน้มการออกบอนด์ของทั้งฝั่งรัฐบาลสหรัฐฯ และภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวกับ AI ได้สร้างแรงกดดันต่อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เพิ่มเติม อย่างไรก็ดี ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ บ้าง แม้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเคลื่อนไหวผันผวนในช่วงที่ผ่านมา และล่าสุด บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4.70% อีกครั้ง ทว่า เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า นอกจากนี้ ระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ล่าสุด ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงพอควร และสามารถรองรับความเสี่ยง ในกรณีที่ FED ตัดสินใจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้จริงราว 2-3 ครั้ง

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยบ้าง นอกจากนี้ ส่วนต่างบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กับญี่ปุ่นที่กว้างขึ้นบ้าง ยังมีส่วนกดดันให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.4-99.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) จะเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทว่า ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ความกังวลต่อฐานะการคลังของสหรัฐฯ รวมถึง และแรงซื้อเพื่อปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด ได้หนุนให้ ราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้น สู่โซน 4,475 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของสหรัฐฯ ในเดือนกรกฎาคม พร้อมติดตาม รายงานข้อมูลตลาดบ้าน อาทิ ยอด Housing Starts และ Pending Home Sales

ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ โดยเฉพาะในส่วนของ อัตราการเติบโตค่าจ้าง (Wage Growth) เพื่อประกอบการประเมิน ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) รวมถึง รอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของยูโรโซน และเยอรมนี (ZEW Economic Sentiment) เดือนสิงหาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB)

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังคงหนุนทั้งเงินดอลลาร์และราคาน้ำมันดิบ นอกจากนี้ ความกังวลดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินไทย ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีโอกาสทยอยขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติมได้ แต่เรามองว่า การเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์อาจเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ซึ่งต้องรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ 

อย่างไรก็ดี แม้ในวันนี้ จะมีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ไม่มากนัก แต่ผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจากฝั่งยุโรป โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ ซึ่งอาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มนโยบายการเงินของทั้ง ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ให้โอกาสราว 21% ที่ BOE อาจขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ และให้โอกาสราว 60% ที่ ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 2 ครั้ง ทำให้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งยุโรปออกมาแย่กว่าคาด จนนำไปสู่การปรับลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ BOE และ ECB อาจกดดันให้ เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) และเงินยูโร (EUR) อ่อนค่าลง หนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้  

เนื่องจากเงินบาทได้ทยอยแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายวัน นั้น จะถือว่า เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้ม “แข็งค่า” หรืออย่างน้อยเคลื่อนไหว Sideways และ หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.95-33.15 บาท/ดอลลาร์

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com