ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 31.18 บาท/ดอลลาร์ "แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง" กรุงไทยคาดในช่วง 24 ชั่วโมง จะอยู่ที่ระดับ 31.05-31.30 บาท/ดอลลาร์ ลุ้นอัตราเงินเฟ้อ PCEของสหรัฐฯ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.18 บาท/ดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.21 บาท/ดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในลักษณะ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.14-31.30 บาท/ดอลลาร์) แม้จะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าบ้าง ตามจังหวะการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังพอได้อานิสงส์จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ทยอยออกมาดีกว่าคาด รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ในช่วงนี้ที่ยังคงสนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง ทำให้ FED ยังไม่มีความจำเป็นที่ต้องเร่งรีบลดดอกเบี้ยในระยะสั้นนี้ นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมได้ช่วยหนุนเงินดอลลาร์บ้าง ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ PCE อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) อนึ่ง เงินบาทยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการทยอยปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ได้อานิสงส์จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ร้อนแรงอยู่
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลปัญหาการปล่อยกู้ Private Credit ของทาง Blue Owl Capital ที่สร้างแรงกดดันต่อบรรดาหุ้นในกลุ่มธุรกิจดังกล่าวและยังส่งผลกระทบต่อหุ้นธีม AI ขณะเดียวกัน รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ได้ออกมาผสมผสาน สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.28% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.31%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.53% กดดันโดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาผสมผสาน โดยเฉพาะ หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ อย่าง Rio Tinto -3.7% ที่รายงานผลประกอบการน่าผิดหวัง สร้างแรงกดดันต่อบรรดาหุ้นกลุ่มเหมืองแร่อื่นๆ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อแนวโน้มของหุ้นธีม AI/Semiconductor และเลือกที่จะลดความเสี่ยงการลงทุนในหุ้นกลุ่มดังกล่าว สอดคล้องกับภาพในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมการทหารและการบิน รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงาน ท่ามกลางสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงร้อนแรงอยู่
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลงสู่โซน 4.07% ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทว่า การปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้นเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เรายังคงมองว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ยังเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นได้บ้าง ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึง ประเด็นความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 ความเสี่ยงด้านฐานะการคลังของสหรัฐฯ ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ โดยไม่เน้นไล่ราคาซื้อ ในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ขณะเดียวกัน บรรดาเจ้าหน้าที่ FED ต่างย้ำจุดยืนไม่เร่งรีบเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์นั้นเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะทยอยประกาศในวันศุกร์นี้เพิ่มเติม ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวขึ้นสู่โซน 97.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.6-98.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ทยอยปรับตัวสูงขึ้นได้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากทั้งการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ โดยล่าสุด ราคาทองคำสามารถทรงตัวเหนือโซน 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนธันวาคม อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ยอดขายบ้านใหม่ (New Home Sales) ในเดือนธันวาคม และดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ โดย S&P ในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของอังกฤษ ในเดือนมกราคม พร้อมรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการจากฝั่งอังกฤษและยูโรโซน ในเดือนกุมภาพันธ์
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้ง สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และ พัฒนาการของเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แม้ว่า เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ในกรณีที่เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ไม่ยาก หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED โดยหากประเมินจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจากฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปที่จะทยอยรับรู้ในวันนี้นั้น เราพบว่า มีโอกาสที่เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ แต่เงินบาทอาจยังไม่สามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องจนทดสอบโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ง่ายนัก เนื่องจาก แถวโซนแนวต้านดังกล่าว บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์อยู่ ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังร้อนแรง ยังพอช่วยหนุนราคาทองคำ ซึ่งตราบใดที่ราคาทองคำยังสามารถทยอยปรับตัวสูงขึ้นหรือรีบาวด์ขึ้นบ้าง จะช่วยลดทอนแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาทได้
ทั้งนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (เราขอแนะนำให้ติดตาม การประเมินสถานการณ์จาก https://www.pizzint.watch/ ที่มีการจัดทำ Pentagon Pizza Index ที่จะช่วยสะท้อนถึงการเตรียมความพร้อมของฝั่ง Pentagon ได้ หากยอดสั่งซื้อ Pizza ในพื้นที่ใกล้ Pentagon พุ่งสูงขึ้นผิดปกติ ติดต่อกัน โดยล่าสุด ระดับ Doughcon นั้นอยู่ในระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดและไม่ได้สะท้อนถึงความเสี่ยงที่จะเกิดปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในระยะสั้นนี้) แต่เราประเมินว่า โอกาสเกิดการบุกโจมตีขนานใหญ่ เพื่อโค่นล้มรัฐบาลอิหร่านและผู้นำสูงสุดในปัจจุบัน อาจมีโอกาสเกิดต่ำ ขณะที่ ทางการสหรัฐฯ อาจเลือกการโจมตีทางอากาศแบบที่เคยทำในช่วงปีก่อนหน้า เพื่อลดทอนความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับทางสหรัฐฯ ทำให้ หากสุดท้ายทั้งสหรัฐฯ กับอิหร่าน สามารถกลับมาเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดลงได้ อาจกดดันราคาทองคำ รวมถึงราคาน้ำมันดิบ ที่ปรับตัวขึ้นมาพอควรในช่วงนี้ จากประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ เรามองว่า บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังพอทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะหุ้นไทย เพิ่มเติมได้บ้าง ซึ่งอาจช่วยลดทอนแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าที่อาจเกิดขึ้นต่อเงินบาทได้
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.05-31.30 บาท/ดอลลาร์