ตลาดหลักทรัพย์ ชี้ตั้งรัฐบาลชัด เชื่อมั่นตลาดฟื้น เอกชนกล้าลงทุน ดันกำไร บจ.โต ดึงดูดฟันด์โฟลว์ ปลดล็อกปม MSCI เพิ่มน้ำหนักลงทุน จ่อชงรัฐบาลกดปุ่ม " TISA และ Jump+” พร้อมลุยเดินสายโรดโชว์ต่างประเทศเดือน พ.ค. นี้
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงผลการเลือกตั้งไทย(วันที่ 8 กุมภาพันธ์) ต่อความเชื่อมั่นตลาดหุ้นไทย ว่า นักลงทุนต่างชาติมีมุมมองเป็นกลางต่อการจัดตั้งรัฐบาลแบบพรรคร่วม สิ่งที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนต้องการ คือ รัฐบาลมีเสถียรภาพ เพื่อให้นโยบายดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่องมีทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและระยะยาวที่สอดคล้องกัน สามารถผลักดันเศรษฐกิจเติบโตได้
ทั้งนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยมีความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้นักลงทุนมองว่าประเทศไทยยังไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมามีนโยบายที่ดีและไม่เคยมีนโยบายที่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่า คือ การมี นโยบายหรือความร่วมมือทางการเมืองที่เกิดผลเป็นรูปธรรม
“ตลาดยังรอความชัดเจนของปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ หากมีความชัดเจนและสร้างความเชื่อมั่นได้ เชื่อว่าจะช่วยกำหนดทิศทางตลาดทุนได้ชัดขึ้น”
หากเศรษฐกิจมีทิศทางที่ดี มีความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งได้ ภาคตลาดทุนจะได้รับการตอบรับโดยอัตโนมัติ เพราะพื้นฐานธุรกิจไทยถือว่ามีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว เพียงแต่สิ่งที่ขาดในช่วงที่ผ่านมา คือความเชื่อมั่นและการลงทุนจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน
“เมื่อเอกชนเกิดความเชื่อมั่นก็ตัดสินใจลงทุน ธุรกิจก็จะเติบโตมีกำไรเพิ่มขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นให้นักลงทุนกล้าเข้ามาลงทุนตลาดหุ้นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายนอกประเทศยังมีความผันผวนสูง ซึ่งไม่ใช่ปัจจัยที่ไทยสามารถควบคุมได้ทั้งหมด”
สำหรับเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ในตลาดหุ้นไทย ว่า ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาราว 10,000 ล้านบาท แต่ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ มีทั้งเงินเข้าและออกมากขึ้นคล้ายเทรดดิ้ง(ซื้อขายเก็งกำไร) มากกว่าลงทุนระยะยาว ซึ่งคาดว่าหลังการเลือกตั้งและสถานการณ์ทางการเมืองมีความชัดเจนและไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์อีก ฟันด์โฟลว์นี้อาจกลับมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากช่วงนี้นักลงทุนต่างชาตกังวลต่อความผันผวนของตลาดโลก ขณะที่หุ้นไทยมีระดับราคาที่น่าสนใจและอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่อยู่ในเกณฑ์สูง แต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากเงินบาทแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดต่อการไหลเข้าไทยได้
ปัจจุบัน จุดแข็งตลาดทุนไทยอยู่ที่อัตราผลตอบแทนของเงินปันผลที่อยู่ระดับสูงโดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ขนาดใหญ่ ทำให้ตลาดยังเคลื่อนไหวในกรอบไซด์เวย์ แต่สุดท้ายแล้วปัจจัยที่สำคัญที่นักลงทุนอยากเห็นมากกว่า คือ การเติบโตของกำไรธุรกิจ ซึ่งผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเป็นตัวสะท้อนความแข็งแรงของเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะฉะนั้น จะต้องมีความสมดุลระหว่างผลตอบแทนระยะสั้นกับการเติบโตระยะยาว
“การสร้างความเชื่อมั่นและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เป็นหัวใจสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยในระยะถัดไป ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และความมั่นคงเชิงนโยบาย เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน”
สำหรับตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลทุกพรรคการเมือง โดยเชื่อว่ามาตรการที่มุ่งสร้างความเชื่อมั่น พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งตลาดทุน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
นายอัสสเดช กล่าวย้ำว่า การสร้างความเชื่อมั่นและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เป็นหัวใจสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยในระยะถัดไป ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และความมั่นคงเชิงนโยบาย เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน
รอชงรัฐบาลใหม่ “TISA-Jump+-ธุรกิจเทค สตาร์อัพ”
นายอัสสเดช กล่าวถึง การเดินหน้าโครงการ TISA (Thailand Individual Saving Account) ซึ่งเป็นบัญชีออมเพื่อการลงทุนระยะยาวแบบถาวร ว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมจะเสนอโครงการTISA ให้รัฐบาลใหม่พิจารณาต่อเนื่อง เพื่อแก้ปัญหาแรงเทขายกดดันตลาดของกองทุนที่ครบอายุ เช่นที่เคยเกิดขึ้นของกองทุนลงทุนหุ้นระยะยาว (LTF)โดยเชื่อว่า TISA จะช่วยทั้งตลาดทุนและประชาชนในการวางแผนการออมอย่างมั่นคง และจะผลักดันการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายและลงโทษพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมให้มีกระบานการที่รวดเร็วขึ้น เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสในตลาดทุน
ตลาดหลักทรัพย์พร้อมจะผลักดันโครงการ TISA และ Jump+ เปิดทางให้ธุรกิจเทคโนโลยี สตาร์ทอัพ และงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเข้าถึงตลาดทุนได้เร็วขึ้น ซึ่งหารือกับสถาบันการศึกษาหลายแห่ง เช่น มหิดล เชียงใหม่ และจุฬาลงกรณ์ฯ เพื่อรวบรวมบริษัทวิจัยที่สามารถพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ได้ เช่น ธุรกิจด้านชีวการแพทย์หรือยารักษาโรค ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมหารือความร่วมมือโครงการ BOI to IPO กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อดึงดูดธุรกิจใหม่ๆและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้ามาในตลาดทุนไทย เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและสภาพคล่องของตลาด ซึ่งในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พบว่าโครงสร้างของ SET50 แทบไม่เปลี่ยนแปลง โครงการนี้จะมุ่งดึงธุรกิจจากต่างประเทศในสาขาที่มีศักยภาพใหม่ๆให้เข้ามาใช้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุน และเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าถึงธุรกิจเหล่านี้ ทั้งนี้ กรอบสำคัญจะพิจารณาสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมและแนวทางสนับสนุนบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้สามารถเข้าสู่ตลาดทุนได้สะดวกขึ้น ซึ่งคาดว่าจะชัดเจนภายในไตรมาสแรกนี้
ในส่วนของการปรับเกณฑ์การเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียน (IPO) และมาตรการเพิ่มสภาพคล่อง ยังอยู่ระหว่างหารือภายในของตลาดหลักทรัพย์ฯ และหารือร่วมกับก.ล.ต. ประเด็นที่กำลังพิจารณา เช่น การผ่อนผันเงื่อนไขกำไรสะสม 3 ปี สำหรับบางประเภทกิจการ โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยีหรือบริษัทที่อยู่ระหว่างการเติบโตสูง แต่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ชัดเจน ทั้งหมดนี้ตลาดหลักทรัพย์จะทำข้อเสนอเป็นแพ็กเกจเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่
สำหรับแผนเดินสายให้ข้อมูลนักลงทุนต่างชาติ นายอัสสเดชกล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศ จัดแผนโรดโชว์ในต่างประเทศพบปะกับนักลงทุนสถาบันโดยเฉพาะกองทุนที่เริ่มกลับมาสนใจหุ้นใหญ่ของไทยซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป
แก้ปมบริษัทไทยวิ่งเข้าตลาดต่างประเทศ-MSCI ลดนัำหนักหุ้นไทย
ส่วนปัญหาบริษัทไทยหันไปเข้าตลาดหุ้นต่างประเทศนั้น นายอัสสเดช ยอมรับว่า หลายปีที่ผ่านมามีการแข่งขันระหว่างตลาดหุ้นในภูมิภาคเข้มข้นมากขึ้นโดยเฉพาะจากฮ่องกงและสิงคโปร์ อีกทั้งยังมีบางตลาดที่เชิญชวนบริษัทไทยไปจดทะเบียนมากขึ้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ เร่งทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล ขณะนี้อยู่ระหว่างทบทวนขั้นตอนและความยากง่ายในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเทียบกับต่างประเทศ เพื่อปรับปรุงให้กระชับและแข่งขันได้มากขึ้น ขณะเดียวกันจะต้องรักษาสมดุลระหว่างคุณภาพ (quality) และปริมาณ (quantity) ของบริษัทจดทะเบียน เพื่อสร้างความน่าสนใจทั้งในแง่เงินทุน ค่า P/E และมูลค่าหุ้นด้วย
สำหรับกรณี MSCI ลดน้ำหนักหุ้นไทยลงต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ลดลงโดยเฉพาะ MSCI Emerging Markets ปัจจุบันน้ำหนักหุ้นไทยเหลือ 1.3–1.4% ว่า ทีมงานของตลาดหลักทรัพย์ ได้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการลดน้ำหนัก MSCI ได้แก่ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) และสภาพคล่องของหุ้น รวมถึงการกระจายการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float)
และอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ ข้อจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคารซึ่งเป็นกลุ่มที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจสูง เพราะธุรกิจมีความแข็งแกร่งและเติบโตดี ทำให้ต้องการถือหุ้นมากกว่าเพดานกำหนดที่ระดับ 25% อีกทั้งไม่ต้องการถือผ่าน NVDR เพราะต้องการสิทธิในการออกเสียง
ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์จะต้องหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาการเพิ่มความยืดหยุ่นในกรอบกฎเกณฑ์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทย และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศในระยะยาว
ในส่วนของการจะทำให้ MSCI เพื่อมน้ำหนักหุ้นไทยนั้น จะต้องทำขนาดมาร์เกตแคป และสภาพคล่องของตัวหุ้นให้กลับขึ้นมาได้ตามเกณฑ์ ซึ่งจะมาจากผลประกอบการและความสามารถในการเติบโตของหุ้นหรือบริษัทจดทะเบียนนั้นๆด้วย ฉะนั้นตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงผลักดันโครงการ Jump+ เพื่อกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนกลับมาลงทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มในธุรกิจของตนเอง เนื่องจากนักลงทุนให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีโอกาสเติบโตชัดเจนในอนาคต
ศึกษาปรับเวลาเทรดรอบบ่าย-มาตรการกำกับซื้อขาย
นายอัสสเดช กล่าวถึงกรณีจะปรับเวลาเปิดซื้อขาย(เทรด)ของภาคบ่าย จากเดิมที่เคยเปิดเวลา 14.30 น. มาเป็น 14.00 น. ซึ่งใช้มาประมาณ 2 ปี ว่า ขณะนี้กำลังอยุ่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ที่จะกลับไปใช้เวลาเดิม คือ เปิด 14.30 น เนื่องจากได้รับข้อร้องเรืยนบริษัทหลักทรัพย์ว่าการขยายเวลาซื้อขายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาระต้นทุนด้านปฏิบัติการ (operation cost) เพิ่มขึ้นมีนัยสำคัญ ขณะที่มูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับมูลค่าฯที่เพิ่มขึ้นจาการการขยายเวลาเทรดช่วงครึ่งชั่วโมงดังกล่าว
ทั้งนี้ทั้งนั้น ตลาดหลักทรัพย์จะไม่ดูการปรับเวลาเทรดเพียงปัจจัยเดียว แต่ต้องประเมินภาพรวมทั้งหมดด้วย เนื่องจากยังมีบางส่วนที่ต้องการช่วงขยายเวลาเทรดโดยเฉพาะพวกผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับสินทรัพย์อ้างอิงในต่างประเทศ เพราะฉะนั้นจะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้รูปแบบเวลาเดิมกับรูปแบบใหม่รอบคอบ
นอกจากนี้ยังศึกษาปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านโครงสร้างการซื้อขาย เช่น กลไก Dynamic Price Band และมาตรการกำกับดูแลการซื้อขาย เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพตลาด ทั้งนี้ การปรับมาตรการต่างๆนี้ ตลาดหลักทรัพย์สามารถดำเนินการได้ แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนกฎเยอะ จึงทำให้กระทบต่อความเชื่อมั่นและสร้างความกังวลต่อนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้น การปรับเปลี่ยนจะต้องมีกรอบที่ชัดเจนและมีความมั่นคงอย่างน้อย 1 ปี เพื่อไม่ให้กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน