ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.56 บาท/ดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง” กรุงไทยคาดในช่วง 24 ชั่วโมง จะอยู่ที่ระดับ 32.40-32.70 บาท/ดอลลาร์ ลุ้นผลการประชุม BOJ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.56 บาท/ดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 32.50-32.58 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ตามการอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์ ที่ตอบรับข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบ Hormuz อีกครั้ง รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาแย่กว่าคาด อาทิ ดัชนีภาคอุตสาหกรรมการผลิต โดย NY FED (Empire Manufacturing Index) เดือนมิถุนายน ที่ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 5.7 จุด แย่กว่าที่ตลาดคาดที่ระดับ 13.20 จุด และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนพฤษภาคม ที่ขยายตัวเพียง +0.1%m/m แย่กว่าที่ตลาดคาด +0.3%m/m อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ได้ทยอยพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการทยอยปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดได้ปรับสถานะถือครองบ้าง ก่อนรับรู้ผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันอังคารนี้ ส่งผลให้ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงสู่โซน 160.30 เยนต่อดอลลาร์ (สกุลเงินหลักอื่นๆ ได้อ่อนค่าลงบ้างเช่นกัน) นอกจากนี้ การรีบาวด์แข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์และภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ยังได้สร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ (XAUUSD) ส่งผลให้ ราคาทองคำย่อตัวลงบ้างเข้าใกล้โซน 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ตอบรับข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ส่งผลให้บรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ต่างปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง อาทิ Micron +10.8%, AMD +7.0%, Nvidia +3.5% ทว่า มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงให้โอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ราว 80% ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.65% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พุ่งขึ้นแรง +3.07%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นเพียง +0.19% แม้จะได้แรงหนุนจากอานิสงส์ข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth ทว่ากลับกดดันให้ บรรดาหุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารต่างปรับตัวลงหนัก อาทิ Shell -4.4% และ Rheinmetall -4.6%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.47% อีกครั้ง ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ขณะเดียวกัน บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างยังคงประเมินโอกาสราว 80% ที่ FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ โดยเรามองว่า หากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีทิศทางที่ดีขึ้นต่อเนื่อง หรืออย่างน้อย สถานการณ์ไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นมาก ผู้เล่นในตลาดอาจรอลุ้นการประชุม FOMC ของ FED ซึ่งจะเป็นการประชุมครั้งแรกของประธาน FED คนใหม่ Kevin Warsh ก่อนที่จะปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อีกครั้ง ทำให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ในช่วงก่อนรับรู้ผลการประชุม FOMC ได้ ทั้งนี้ เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (เราจะมั่นใจมากขึ้น ว่าสถานการณ์จะทยอยคลี่คลายลงได้จริง หากมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพและมีการเปิดช่องแคบ Hormuz) การประชุม FOMC ของ FED ในช่วงนี้ และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แม้จะอ่อนค่าลงในช่วงแรกตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่กว่าคาด ทว่า การปรับตัวขึ้นแรงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นยุโรป กอปรกับการปรับสถานะถือครองบรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ก่อนรับรู้การประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก อย่าง BOJ ได้หนุนให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.7 จุด อีกครั้ง (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.4-99.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) จะได้แรงหนุนจากข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่า ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่หนุนการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้กดดันให้ ราคาทองคำยังคงไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้อย่างชัดเจนและย่อตัวลงบ้างสู่โซน 4,330 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า BOJ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 1.00% พร้อมกับส่งสัญญาณทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เข้าสู่ระดับที่เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่น นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ถ้อยแถลงของรองผู้ว่าฯ BOJ (เนื่องจากผู้ว่าฯ BOJ เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอยู่) ในช่วง Press Conference ส่วนในช่วงราว 6.50 น. ตามเวลาประเทศไทย ของเช้าวันพุธนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้าของญี่ปุ่น ในเดือนพฤษภาคม
ทางฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือน อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และยอดการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets Investment) ในเดือนพฤษภาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลงบ้างในช่วงที่ผ่านมา
ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน ผ่านรายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ โดย ZEW ของเยอรมนี และยูโรโซน (ZEW Economic Sentiment) ในเดือนมิถุนายน
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่และยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ในช่วงระหว่างวัน ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของตลาดการเงินที่อาจสูงขึ้น ในช่วงตลาดทยอยรับรู้ ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งจะขึ้นกับ Action & Outlook ของ BOJ ในการดำเนินนโยบายการเงิน โดยหาก BOJ ขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม อาจสร้างกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้บ้าง ทว่า การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นอาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ ขณะที่ หาก BOJ ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด และส่งสัญญาณที่ชัดเจน พร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง เรามองว่า เงินเยนญี่ปุ่นอาจกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่การแข็งค่าขึ้นจะเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอลุ้น ผลการประชุม FOMC ของ FED ในวันพฤหัสฯ นี้ก่อนได้ แต่หาก BOJ คงดอกเบี้ย สวนทางกับคาดการณ์ของตลาด ถึงแม้ BOJ จะยังคงย้ำจุดยืนพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย กลับสู่ระดับที่เหมาะสม เรามองว่า ในกรณีนี้ เงินเยนญี่ปุ่นเสี่ยงเผชิญแรงกดดันอ่อนค่ามากที่สุด และต้องจับตาว่า เงินเยนญี่ปุ่นจะอ่อนค่าทะลุโซน 160.50 เยนต่อดอลลาร์ ไปได้มากน้อยเพียงใด และจะมีการเข้าแทรกแซงค่าเงิน หรือการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้ เงินเยนญี่ปุ่นอาจเคลื่อนไหวผันผวนสูง สร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดค่าเงินได้พอควร
เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่ และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.40-32.70 บาท/ดอลลาร์