Economies

ThaiBMA ชี้Q 2 หุ้นกู้กลุ่มเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้กว่า 20 บริษัท จ่อขอยืดผนี้  ตลาดคาดกนง. คงดอกดบี้ย แนวโน้มบอนด์ยีลด์ขยับขึ้นอีกในปีนี้
3 เม.ย 2569

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย  จับตาไตรมาส 2 หุ้นกู้กลุ่มเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้กว่า 20 บริษัท เตรียมแผนขอยึดหนี้ หลังไตรมาสแรกมียอดผิดนัดชำระหนี้ 4.3 พันล้าน  เผยไตรมาสแรก หุ้นกู้เอกชนออกใหม่หด  ต่างชาติซื้อสุทธิเหลือ 1.9 หมื่นล้าน ผลังเกิดสงครามตะวันออกกลาง  ผลตอบแทนขยับขึ้น(ราคาบอนด์ลง)  ตลาดคาดปีนี้กนง.คง ดบ. 1%  คาดบอนด์ ยีลด์ขยับขึ้นอีกเล็กน้อย

 

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกปีนี้  บริษัทที่ออกหุ้นกู้ ผิดนัดชำระหนี้ 4 บริษัทมูลค่ารวมสุทธิประมาณ 4,352  ล้านบาท และมี 3 บริษัทที่เข้ากระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ และคาดว่า ไตรมาส2  แนวโน้มบริษัทที่ออกหุ้นกู้จะผิดนัดชำระหนี้ อาจจะไม่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรก เนื่องจากบริษัท ผู้ออกหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงจะผิดนัดชำระหนี้ มีการเสนอขอประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อเจรจาผ่อนผันการชำระหนี้ออกไปก่อน  ซึ่งกำลังจับตา กลุ่มที่เสี่ยงจะขอยืดหนี้มีกว่า 20 ราย สำหรับช่วงที่เหลือปีนี้ จะมีหุ้นกู้ครบกำหนดครบกำหนด 8.6 แสนล้านบาท

 

ทั้งนี้ ไตรมาสแรก บริษัทที่ผิดนัดชำระหนี้ ได้แก่ บมจ. อารียา พรอพเพอร์ตี้ หรือ A, บมจ. อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค หรือ ECF, บมจ. แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้  หรือ GRAND และบมจ. สบาย เทคโนโลยี หรือ SABUY (ชื่อใหม่ บมจ. ดับบลิว เอส โอ แอล หรือ WSOL)   มูลค่ารวมกว่า 8,900 ล้านบาท แต่มีบางบริษัทได้ผ่านการขอมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งมี 3 บริษัท คือ A , บมจ. โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส  หรือ PPS และ บมจ.  อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป หรือ EP ทำให้ หุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้มียอดสุทธิ ประมาณ 4,352 ล้านบาท

 

ส่วนมูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้) ในไตรมาส 1/2569  อยู่ที่ 171,889 ล้านบาท โดยผู้ออกในกลุ่ม Investment grade (IG) สามารถออกได้ใกล้เคียงหรือมากกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกและมูลค่าเฉลี่ยการออกที่ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ขณะที่กลุ่ม HY ออกหุ้นกู้โดยรวมได้น้อยกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกและมูลค่าเฉลี่ยการออกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย กลุ่มอุตสาหกรรมที่มียอดการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ENERGY  PROPERTY  และFOOD and BEVERAGE ตามลำดับ

 

“ ไตรมาสแรกที่ หุ้นกู้ภาคเอกชนลดลงเนื่องจากการออกหุ้นกู้ของกลุ่ม Investment grade ลดลง 13% และกลุ่ม High yield (HI) ลดลงกว่า 43.5%   หลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง   ผู้ออกหุ้นกู้ชะลอลง และหันไปกู้เงินจากสถาบันการแทย  และหุ้นกู้กลุ่มแบงก์และไฟแนนซ์ในเครือแบงก์ ครบอายุก็มีสภาพคล่องล้นพอจะไถ่ถอนได้ จึงไม่ได้roll over  แม้ไตรมาสแรกยอดการออกหุ้นกู้ ลดลง แต่ก็ยังไม่ปรับลดเป้าที่คาดการณ์การออกหุ้นกู้เอกชนปีนี้  8.8 - 9 แสนล้านบาท  หรือไตรมาสละ 2 แสนล้านบาท เชื่อว่าในอีก 3 ไตรมาสที่เหลืออาจะไปถึงเป้าได้“

 

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวถึง เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นว่า  ในไตรมาส 1/2569  อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond yield) ขยับตัวสูงขึ้นทุกรุ่นอายุในลักษณะ Bear Steepening  โดย Bond yield  ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าระยะสั้น เนื่องจากความกังวลอัตราเงินเฟ้อจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง โดย Bond yield ไทยรุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 25, 42 และ 55 bps.จากสิ้นปี 2568 มาอยู่ที่ระดับ 1.38%, 1.70% และ 2.21% ตามลำดับ  ณ สิ้นไตรมาส 1/2569

 

และเส้นอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้ หุ้นกู้ทุกอันดับเครดิตปรับตัวสูงขึ้น 28-59 bps. ใกล้เคียงกับการปรับขึ้นของพันธบัตรรัฐบาล ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้รุ่นอายุ 5 ปี อันดับเครดิต AAA AA  A และ BBB+ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.09%2.35%  2.82% และ  4.37% ตามลำดับ

 

แนวโน้มช่วง 3 ไตรมาสที่เหลือของปี 2569  จากผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า ในช่วง 9 เดือนที่เหลือของปี 2569  กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00%  ส่วนการคาดการณ์ Bond yield ไทย ผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่า ในปี 2569 Bond yield ไทยรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี จะขยับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยราว 5 bps. จากสิ้นไตรมาส 1  โดยมีปัจจัยหลักจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย อัตราเงินเฟ้อและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

 

สำหรับภาพรวมตลาดตราสารหนี้ไทย ใน ไตรมาส 1/2569  ขยายตัว1.7% มาอยู่ที่ 18.2 ล้านล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ภาครัฐเป็นสำคัญ ขณะที่ตราสารหนี้ภาคเอกชนมีมูลค่าคงค้างใกล้เคียงเดิมที่ 4.5 ล้านล้านบาท ส่วนนักลงทุนต่างชาติมียอดการซื้อสุทธิ 19,589 ล้านบาท   โดยเป็นการซื้อสุทธิในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์รวม 56,061 ล้านบาท ก่อนพลิกเป็นการขายสุทธิในเดือนมีนาคม 36,472 ล้านบาทหลังเกิดสงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน  ทำให้มียอดการถือครองเท่ากับ 9.37 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.1% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย  โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.3 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.1 ปี เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา

 

 

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com