Economies

เงินบาท`แข็งค่าเล็กน้อย` เปิดเช้านี้ 33.56 บาท/ดอลลาร์
16 ก.ค. 2569

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 33.56 บาท/ดอลลาร์ "แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย" กรุงไทยคาดในช่วง 24 ชั่วโมง จะอยู่ที่ระดับ 33.45-33.70 บาท/ดอลลาร์ รอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.56 บาท/ดอลลาร์ "แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย" จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.63 บาท/ดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังจากที่อ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านที่เราประเมินไว้และอ่อนค่าลงต่อเนื่องทดสอบโซน 33.65 บาทต่อดอลลาร์ ตามการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่เร่งการอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงบ่ายของวันก่อน (แกว่งตัวในกรอบ 33.53-33.65 บาทต่อดอลลาร์) โดยเงินบาทได้แรงหนุนจากการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับจังหวะรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน ได้ชะลอตัวลงมากกว่าคาด สู่ระดับ 5.5% (-0.3%m/m) ทำให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ลงบ้าง และปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ จนเหลือเพียง 5% ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ และยังคงทำให้ ราคาน้ำมันดิบแกว่งตัว Sideways แถวโซน 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ และการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ FED จากรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ล่าสุด ที่ชะลอตัวลงมากกว่าคาด หนุนให้ บรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ต่างปรับตัวขึ้น อาทิ Apple +4.0%, Alphabet +3.2% ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับเผชิญแรงกดดันบ้าง ตามการปรับตัวลงของหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง Sandisk -8.1%, Micron -8.0% ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +0.29% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.38% ขณะที่ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.62% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.10% แม้จะได้อานิสงส์บ้างจากความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่ลดลง รวมถึงการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มแบรนด์เนม หลังเริ่มมีการทยอยประกาศผลประกอบการที่ดีกว่าคาด อาทิ Richemont +6.7% ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันบ้าง ตามการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นกลุ่มการเงิน และกลุ่ม Software นอกจากนี้ หุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML -0.4% ได้พลิกกลับมาปรับตัวลดลง แม้จะรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์แนวโน้มรายได้ สะท้อนมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ต่างระมัดระวังมากขึ้นในการเข้าซื้อหุ้นธีม AI/Semiconductor

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงบ้าง สู่ระดับ 4.55% หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ตามรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ล่าสุด ที่ชะลอตัวลงมากกว่าคาด ทว่า การปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลง จากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน กอปรกับความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED โดยเฉพาะประธาน FED ที่ย้ำจุดยืน FED พร้อมดำเนินนโยบายการเงินให้เหมาะสม เพื่อคุมเงินเฟ้อสหรัฐฯ ให้สำเร็จ เราคงประเมินว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ  ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรยากาศในตลาดการเงิน โดยเราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง สอดคล้องกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ตามการปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย จากรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ล่าสุดที่ออกมาต่ำกว่าคาด ทว่า เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลง สู่โซน 100.5 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.3-101.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ทยอยปรับลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จนทำให้ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลง ได้ช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทว่า ราคาทองคำยังคงไม่สามารถปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้สำเร็จ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน และท่าทีของประธาน FED ที่พร้อมขึ้นดอกเบี้ย หากจำเป็น เพื่อคุมเงินเฟ้อ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) รวมถึง รายงานดัชนีภาวะภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ที่ผู้เล่นในตลาดยังคงให้โอกาสเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้  

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนพฤษภาคม ของอังกฤษ และผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี ของอังกฤษ (Gilt-10y) ซึ่งเราคงมุมมองเดิมว่า บอนด์ 10 ปี อังกฤษ มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะหลังการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี ล่าสุด อีกทั้ง เราคงมองว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) มีแนวโน้มที่จะคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้ ขณะที่ ผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ BOE และให้โอกาสราว 33% ที่ BOE จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้   

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงและมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ซึ่งในวันนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ TSMC และ หุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Netflix เป็นต้น 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เราคงมุมมองเดิมว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นมาก แม้จะยังคงมีความไม่แน่นอนสูง เหมือนในปัจจุบัน เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ และทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่ลดลง จะช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทได้ อย่างน้อยในระยะสั้น โดยเงินบาทอาจติดโซนแนวต้านแถว 33.70 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์  

และที่สำคัญ เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจน จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงอีกครั้ง ซึ่งเรามองว่า หากเทียบเคียงกับช่วงก่อนหน้าที่สหรัฐฯ ได้ดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือน จนกว่าการปิดล้อมทางทะเลจะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเงินต่ออิหร่านมากเพียงพอ ให้ทางการอิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจาหยุดยิง อีกทั้งควรระวังความเสี่ยงที่เงินบาทอาจอ่อนค่าลงเพิ่มเติม ในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น (เพื่อเร่งให้อิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจา) จนเร่งให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องอีกครั้ง ซึ่งเรามองว่า ในภาวะดังกล่าวผู้เล่นในตลาดอาจกลับมาปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อเงินบาทผ่านการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ การปรับตัวลงของราคาทองคำ และแรงขายหุ้นเทคฯ กลุ่ม AI/Semiconductor ที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง ทำให้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก 

เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ (หากมองใน Time Frame รายวัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาททะลุโซน 33.20 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มในระยะสั้นได้) เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.45-33.70 บาท/ดอลลาร์

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com