S&P คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ระดับ “BBB+” และมุมมองความน่าเชื่อถือที่ระดับ “มีเสถียรภาพ”สะท้อนความเชื่อมั่นต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มุ่งสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันนี้ (วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings (S&P) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้
- S&P คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 2.3 ในปี 2569 จากร้อยละ 2.4 ในปี 2568 ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงภายนอก (External Risks) และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาลจะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าว ขณะเดียวกันการมีเสถียรภาพของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นจะเอื้อต่อความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว และเพิ่มความคล่องตัวในการรับมือกับความท้าทายระยะสั้น ทั้งนี้ ในปี 2569 – 2572 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP Growth) มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.4 ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว (GDP per capita) จะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 8,000 เหรียญสหรัฐฯ ในปี 2567 เป็น 9,100 เหรียญสหรัฐฯ ในปี 2569 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น
- S&P มองว่า รัฐบาลไทยยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนตามแผนปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ซึ่งการลงทุนของรัฐวิสาหกิจและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnerships: PPP) จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนบางส่วนของรัฐบาล นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ระดับโลก ตลอดจนการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาและการฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีภายในประเทศ โดยการดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุนอย่างต่อเนื่องจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป
- รัฐบาลไทยจะยังคงดำเนินนโยบายการคลังเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและรองรับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด โดย S&P คาดว่า การก่อหนี้สุทธิของรัฐบาล (Net Debt Accumulation) จะอยู่ที่ร้อยละ 4.2 ของ GDP ในปี 2569 และเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 3.5 ของ GDP ในปี 2569 – 2572 ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลสุทธิ (Net General Government Debt) ต่อ GDP เพิ่มขึ้นจากประมาณร้อยละ 40 ณ สิ้นปี 2568 เป็นร้อยละ 47 ภายในปี 2572
- ประเทศไทยยังคงมีภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะอยู่ในระดับสมดุลในปี 2569 ก่อนกลับมาเกินดุลประมาณร้อยละ 2.1 – 2.4 ของ GDP ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป อันเป็นผลมาจากแนวโน้มการส่งออกที่ขยายตัวตามการนำเข้าสินค้าขั้นกลาง ประกอบกับราคาพลังงานที่ทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงมีสถานะเป็นเจ้าหนี้สุทธิต่างประเทศ (Net External Creditor) และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
- ปัจจัยสำคัญที่ S&P จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีรายได้ระดับเดียวกัน (Peers) ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว และแนวโน้มการดำเนินนโยบายการคลัง ตลอดจนเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งมีความสำคัญต่อความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ และเป็นปัจจัยสนับสนุนการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในอนาคต
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า “การที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch Moody’s และ S&P มีมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยรัฐบาลจะเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนและวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน”