บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO ไตรมาส 1 ปี 2569 แข็งแกร่ง ยอดขาย 2,757 ล้านบาท เติบโต 6.5% YoY สร้างการเติบโตทางมูลค่าตลาด 16.6% สูงกว่าตลาด FMCG โดยรวมที่ขยายตัวเพียง 2.0% เผยครึ่งปีหลัง มีแผนนำส่ง BeNice เข้าสู่ตลาดเวียดนามเพิ่มเติม ชู 2 กลยุทธ์หลัก “ปั้นพอร์ตแกร่ง” และ “ยกระดับช่องทางการจัดจำหน่าย” เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
นายสุทธิเดช ถกลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 แม้เศรษฐกิจโลกและภูมิภาคยังเผชิญความท้าทาย ทั้งจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะเงินเฟ้อ และความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ส่งผลต่อต้นทุนและกำลังซื้อผู้บริโภค แต่ NEO ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง จากการศึกษาพฤติกรรมและถอดรหัส ‘Unmet Needs’ ของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการขยายช่องทางจัดจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 NEO กำไรสุทธิ 95 ล้านบาท ลดลง 62% มียอดขายรวม 2,757 ล้านบาท เติบโต 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) พร้อมสร้างการเติบโตทางมูลค่าตลาด 16.6% สูงกว่าภาพรวมตลาด FMCG ถึง 8 เท่า โดยยอดขายได้รับแรงหนุนจากการเติบโตในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือนที่เติบโต 23.1% YoY และกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลที่เติบโต 8.7% YoY ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (GP Margin) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 37.9% เพิ่มขึ้น 2% (200 Basis Points) จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) จากการบริหารต้นทุนการผลิตต่อหน่วยอย่างมีประสิทธิภาพ
NEO ยังคงขยายส่วนแบ่งตลาดได้อย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่งในไตรมาสแรกของปี 2569 โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล ผลิตภัณฑ์โรลออนเติบโต 6% สวนทางกับตลาดรวมที่โตเพียง 0.2% ผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำเติบโตสูงถึง 12% เทียบกับตลาดที่โต 4% ส่งผลให้ NEO ก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ของตลาดในไตรมาสแรกของปี 2569 ได้สำเร็จ และผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิว เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 22% ส่งผลให้ NEO ขยับอันดับจาก 10 ขึ้นมาเป็นอันดับ 9 และยังมีโอกาสในการเติบโตอีกมาก และกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน ผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดน้ำเติบโต 26% สูงกว่าตลาดที่โต 13% ได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเป็น 30.3% ขณะที่ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มเติบโต 17% สูงกว่าตลาดที่โตเพียง 3% ส่งผลให้ NEO สามารถขยับขึ้นมาติด Top 3 ของตลาดได้สำเร็จในไตรมาสนี้
แผนครึ่งปีหลัง NEO ยังคงมุ่งขยายโอกาสการเติบโตในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม ซึ่งประสบความสำเร็จจากการใช้แพลตฟอร์ม TikTok Shop การทำ Live Streaming และ Affiliate Marketing ส่งผลให้ยอดขายออนไลน์ของ D-nee ในเวียดนามเติบโตสูงกว่าเป้าหมายกว่า 2 เท่า สะท้อนศักยภาพของ Social Commerce ในตลาดต่างประเทศ โดยบริษัทมีแผนนำผลิตภัณฑ์ BeNice เข้าสู่ตลาดเวียดนามเพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
ขณะเดียวกัน โครงการขยายโรงงานกลุ่ม Household เฟส 1 มีความคืบหน้าแล้วกว่า 90% และคาดว่าโรงงานจะพร้อมเริ่มเปิดใช้ดำเนินการได้ภายในไตรมาส 4 ของปีนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้ประมาณ 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน รองรับการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศในอนาคต
สำหรับปี 2569 NEO ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ “ปั้นพอร์ตแกร่ง” (Strengthening Portfolio) ผ่านการพัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่ที่สอดรับกับเทรนด์ Wellness & Longevity การปรับปรุงสินค้าเดิมให้ทันสมัย รวมถึงการบุกเบิกหมวดหมู่ใหม่ที่ยังไม่มีผู้เล่นตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจน (Unmet Needs) เพื่อสร้างพอร์ตผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัย
พร้อมกันนี้ บริษัทยังเดินหน้ากลยุทธ์ “ยกระดับช่องทางการจัดจำหน่าย” (Scaling Up Distribution Channels) เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้ง Modern Trade, E-commerce, Social Commerce รวมถึงการขยายตลาดสู่ระดับภูมิภาคและต่างประเทศ
“NEO ไม่ได้มุ่งเพียงการเติบโตทางธุรกิจ แต่ต้องการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้ผู้บริโภคในทุกวัน เราจะเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมที่เข้าใจผู้คน ขยายการเข้าถึงผู้บริโภคในทุกช่องทาง และสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคอย่างยั่งยืน” นายสุทธิเดช กล่าวสรุป