Economies

ธปท.ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% หลังคาดเงินเฟ้อพุ่งสูง 5%ปลายปีนี้ - ปรับเพิ่ม GDP เป็น 2% อานิสงส์  พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท ปั๊มเศรษฐกิจ
2 มิ.ย. 2569

ธปท.ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% หลังคาดเงินเฟ้อพุ่งสูง 5%ปลายปีนี้ ย้ำไม่ห่วงเงินเฟ้อสูงเพราะเป็นเพียงชั่วคราว พร้อมปรับเพิ่ม GDP เป็น 2% ในปีนี้ อานิสงส์มาตรการรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท ส่วนขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ทั้งปีคาดเข้าใกล้ศูนย์ พร้อมเฝ้าระวังความเสี่ยงเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักหรือ Stagflation 

 

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย ( GDP) มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง แต่คาดว่า “มาตรการภาครัฐ” ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะเข้ามากระตุ้นการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้เศรษฐกิจในไตรมาส 3 นี้ ขยายตัว 3.2 % จากเดิมคาดไว้ที่ 1.9 % และทั้งปี 2569 นี้ GDP จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2% จากเดิมคาดการณ์ไว้ 1.5% หลังจากได้รับผลกระทบของสงครามและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่ GDP จะโตชะลอลงในปี 2570 อยู่ที่ 1.7% หลังจากมาตรการภาครัฐหมดแล้ว

 

ด้านเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเร่งขึ้นชั่วคราวในปี 2569  ตามราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุน รวมทั้งผลของปรากฏการณ์เอลนีโญและมาตรการกระตุ้นการบริโภคของรัฐบาล โดยคาดว่าทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 3% ทั้งนี้จะเห็นช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคมนี้ เงินเฟ้ออาจพุ่งสูงเกิน 4-5% จากพ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสและการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะสูงสุดที่ 5.2% ในเดือน ต.ค. นี้ ส่วนปีหน้า คาดว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงอยู่ที่ประมาณ 1.4% จากราคาพลังงานที่คาดว่าจะลดลงหลังสงครามในตะวันออกกลางยุติและจากฐานที่สูงของปี 2569 

 

ผู้ว่า ธปท กล่าวย้ำว่า ธปท. ไม่ได้ส่งสัญญาณว่ากังวลเรื่องเงินเฟ้อสูงขึ้น เพียงแค่ส่งสัญญาณว่าเงินเฟ้อจะปรับขึ้นตามคาดการณ์เท่านั้น เนื่องจากมองว่าเป็นปัจจัยชั่วคราว จะเห็นเงินเฟ้อสูง 4-5%ในช่วงสิงหาคมถึงตุลาคมก็ไม่ต้องตกใจ เนื่องจากเป็นเงินเฟ้อที่เกิดจากฝั่ง Supply side และจากสถานการณ์ปัจจุบัน คาดว่าเงินเฟ้อจะเริ่มปรับลดลงในไตรมาส 2 ปีหน้า โดยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่อยู่ 1-3% ดังนั้น ในปีนี้การดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของไทยยังคงอยู่ที่ระดับ 1.0% แต่ก็ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์แวดล้อมเปลี่ยนก็พร้อมจะปรับเปลี่ยน(นโยบายการเงินให้เหมาะสม) สำหรับความเสี่ยงเกิดภาวะภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน หรือ Stagflation ก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นแต่ไม่ได้กังวล ธปท. มีการติดตามอย่างใกล้ชิด

 

สำหรับประเด็นขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หลังจากที่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่อยู่ 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นภาวะชั่วคราวที่เกิดขึ้นจากการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อสำรองมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้นด้วย ขณะที่ด้านการส่งออกเติบโตดี แต่เพราะพึ่งพาการนำเข้าสูง จึงทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบสูง 

 

สำหรับแนวโน้มในระยะข้างหน้า ธปท.ได้ประมาณการดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้ มีแนวโน้มต่ำกว่าคาดและมีโอกาสเข้าใกล้ศูนย์ อย่างไรก็ตาม จะเห็นดุลการค้ามีแนวโน้มกลับมาเกินดุลในไตรมาส 4 ของปีนี้ เนื่องจากมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้คาดปีนี้ การส่งออกโต 12-13% และมูลค่าการนำเข้าที่ทยอยลดลงตามราคาน้ำมันโลก

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com