ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.82 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก” กรุงไทยมองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.40-33.15 บาท/ดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.82 บาท/ดอลลาร์“อ่อนค่าลงหนัก” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.61 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่องทดสอบโซนแนวต้าน 32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.60-32.85 บาทต่อดอลลาร์) หลังรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด โดยยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) เดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 1.72 แสนราย กอปรกับ ความไม่แน่นอนสูงของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และมั่นใจเกิน 100% ว่า FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลงแรงสู่ระดับ 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด กอปรกับความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้ผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรเตรียมรับมือความผันผวน จากพัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และ รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนพฤษภาคม พร้อมกับ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ในรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ FED หลังล่าสุด ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่า FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ และเริ่มมองโอกาสที่ FED อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ภายในปีนี้ (โอกาสราว 18%) ซึ่งภาพดังกล่าวได้หนุนการปรับตัวขึ้นแรงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงวันศุกร์สัปดาห์ที่ผ่านมา
▪ ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่การประชุม ธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเราประเมินว่า ECB อาจเลือกเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 2.25% (Deposit Facility Rate) เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง-ระยะยาวได้พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง คล้ายกับที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2022 ทว่า ภาพเศรษฐกิจยูโรโซนที่อ่อนแอกว่าช่วงปี 2022 กอปรกับ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 (หรืออย่างน้อยจะไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อเกินไตรมาส 3) ทำให้เรามองว่า ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยได้นานอย่างน้อย 9 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่า ECB จะคุมเงินเฟ้อได้สำเร็จ ทางฝั่งอังกฤษ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนเมษายน รวมถึงรายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) โดยทาง BOE และ IPSOS
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) รวมถึง อัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนพฤษภาคม ส่วนทางฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ในไตรมาสแรกของปี 2026 พร้อมกับรอติดตาม รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนเมษายน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาส 89% ขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้
▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนพฤษภาคม ซึ่งอาจปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น แม้อาจจะได้แรงหนุนจากนโยบายพยุงเศรษฐกิจ อย่าง โครงการคนละครึ่งพลัส
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) มีกำลังมากขึ้น นับตั้งแต่ตลาดรับรู้ รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED พอสมควร และตราบใดที่ การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังไม่มีพัฒนาการที่ดีขึ้น เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อได้ โดยเฉพาะในจังหวะที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด จนทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED โดยไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ช่วงวันพุธนี้ อนึ่ง ความเสี่ยง Two-way Risk ที่เงินบาทพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยังคงอยู่ และเรามองว่า ควรระวัง ความผันผวนในกรณีที่ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากทั้งการเข้าแทรกแซงของทางการญี่ปุ่น (และทางการสหรัฐฯ) รวมถึงภาวะปิดรับความเสี่ยงรุนแรงของตลาด เช่น การดิ่งลงหนักของบรรดาหุ้นเทคฯ แต่หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง อาจติดโซนแนวรับแรก 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (โซนแนวรับถัดไปแถว 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวต้านจะอยู่ในช่วง 32.85 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวต้านสำคัญแถว 33.00 บาทต่อดอลลาร์
อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูง และการใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เป็นอย่างดีภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI พุ่งสูงขึ้นกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED แต่เงินดอลลาร์พร้อมพลิกอ่อนค่าลง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการดีขึ้น หรือ มีการเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่น (JPY)
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.40-33.15 บาท/ดอลลาร์
ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.70-33.00 บาท/ดอลลาร์