Economies

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 32.98 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”
23 มิ.ย. 2569

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.98 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” กรุงไทยคาดในช่วง 24 ชั่วโมง จะอยู่ที่ระดับ 32.80-33.05 บาท/ดอลลาร์ 

 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.98 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.91 บาทต่อดอลลาร์

 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงเคลื่อนไหวทยอยอ่อนค่าลง เข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.88-32.99 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าขึ้น (ส่วนบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4.50% อีกครั้ง) จากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงเชื่อมั่นเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากการทยอยปรับตัวลดลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ตามการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กดดันให้ ราคาทองคำยังคงไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเหนือโซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังพัฒนาการของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมีแนวโน้มที่ดีขึ้นบ้าง แต่ความไม่แน่นอนของการเจรจาฯ ยังคงอยู่ ทำให้ผู้เล่นในตลาดคงมุมมอง “Cautiously Optimistic” ต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้ช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นและชะลอโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ 

  

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ท่ามกลางแรงขายหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Alphabet -5.0%, Amazon -4.8% จากความกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare นำโดย AbbVie +6.3% ส่วนหุ้นกลุ่ม Semiconductor ยังคงทยอยปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะ Micron +6.8% หลังผู้เล่นในตลาดคาดหวังว่า รายงานผลประกอบการที่จะออกมาในช่วงสัปดาห์นี้จะสะท้อนภาพการเติบโตที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.37% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -1.32% 

 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +0.58% ตอบรับความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นอีกครั้ง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นอังกฤษได้ทยอยปรับตัวสูงขึ้นบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดได้ทยอยคลายกังวลต่อปัญหาความวุ่นวายของการเมืองอังกฤษ หลังนายกฯ อังกฤษ Sir Keir Starmer ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกฯ และหัวหน้าพรรค Labour เปิดทางให้ Andy Burnham สมาชิกสภาผู้แทนล่าสุดจากพรรค Labour อาจขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคและนายกฯ คนใหม่ได้ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันบ้างจากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม อาทิ Hermes -5.9%

 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นทะลุโซน 4.50% อีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลงบ้าง จากบรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่มีพัฒนาการดีขึ้นจากช่วงก่อนหน้าบ้าง ทั้งนี้ เราประเมินว่า ความเสี่ยง Two-way Risk ของทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ อย่าง Bank of America ที่ล่าสุดมีการปรับคาดการณ์ว่า FED อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้ง ในปีนี้ จากเดิมมองคงดอกเบี้ย ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Up หนุนโดย มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ส่งผลให้การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นยังคงถูกจำกัดอยู่ ขณะเดียวกัน เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ได้ทยอยรีบาวด์ขึ้นบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลประเด็นความวุ่นวายทางการเมืองอังกฤษ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 101 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.8-101.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงเป็นปัจจัยกดดัน ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ส่งผลให้ ราคาทองคำทยอยปรับตัวลง สู่โซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง ทว่า ความหวังของผู้เล่นในตลาดต่อการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังพอช่วยพยุงราคาทองคำและช่วยหนุนจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ ตามแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาด

 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาด จะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing and Services PMIs) เดือนมิถุนายน ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก ทั้ง สหรัฐฯ ยูโรโซน อังกฤษ และญี่ปุ่น 

 

ส่วนในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินทิศทางการค้าระหว่างประเทศของไทย ผ่านรายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ที่บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า แม้ยอดการส่งออกจะขยายตัวแข็งแกร่งต่อเนื่อง ทว่ายอดการนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้นจากผลของสงครามและกระแสการลงทุนใน AI อาจทำให้ ดุลการค้ายังคงขาดดุลต่อเนื่อง 

 

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลัก อาทิ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของทั้งสองธนาคาร ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น ช่วงราว 6.50 น. ของเช้าวันพุธนี้ ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตชาดจะรอประเมินแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานสรุปความเห็นคณะกรรมการนโยบายการเงินของ BOJ (Summary of Opinions) ในการประชุมล่าสุด 

 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่และยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 

 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

 

เรามองว่า ในช่วงระยะสั้น เงินบาทอาจยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า จากความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ไม่ยาก) ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัด แถวโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากความเสี่ยงการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) โดยทางการญี่ปุ่นนั้นยังคงอยู่ ทำให้ผู้เล่นในตลาดอาจสงวนท่าทีระมัดระวังตัว ซึ่งจะจำกัดการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่น ไปพร้อมกับจำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และที่สำคัญ เรามองว่า ต้องระวังความเสี่ยงที่เงินบาทอาจพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ได้ หากทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงค่าเงินได้จริง โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา การเข้าแทรกแซงค่าเงินของทางการญี่ปุ่น อาจหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ไม่น้อยกว่า 40 สตางค์ หรือ เกิน 1% ในวัน 

 

ส่วนในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจเสี่ยงผันผวนอ่อนค่าลงบ้างและมีโอกาสทดสอบหรือทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ หากดุลการค้าของไทยล่าสุดยังคงขาดดุลต่อเนื่องและอาจออกมาแย่กว่าที่ตลาดประเมินไว้พอควร ในทางกลับกัน หากดุลการค้าของไทยขาดดุล น้อยกว่าที่ตลาดประเมินไว้ อาจช่วยชะลอโมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทได้บ้าง นอกจากนี้ เราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอจังหวะทยอยขายเงินดอลลาร์ หากเงินบาทอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ ทำให้การอ่อนค่าของเงินบาทอาจค่อยเป็นค่อยไป ยกเว้นจะมีการรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของตลาดการเงิน อย่าง เงินดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ 

 

อนึ่ง หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น การแข็งค่าในกรณีที่ไม่เผชิญปัจจัยการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น อาจถูกชะลอไว้แถวช่วง 32.60-32.70 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากมีการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นจริง เงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และอาจทะลุโซนดังกล่าวได้ โดยจะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ 

 

เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.80-33.05 บาท/ดอลลาร์ 

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com