กรุงไทย ประเมินค่าเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.30-33.60 บาท/ดอลลาร์ รอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และผลการเจรจา Trump-Xi Summit
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.48 บาท/ดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.49 บาท/ดอลลาร์
▪ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.39-33.52 บาท/ดอลลาร์) แม้เงินบาทและราคาทองคำ (XAUUSD) จะเผชิญแรงกดดันในช่วงแรก ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้น จนหนุนให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นทดสอบโซน 107 ดอลลาร์/บาร์เรล ทว่า สถานการณ์ดังกล่าวพลิกกลับมามีแนวโน้มดีขึ้น ตามกระแสข่าวความพยายามในการกลับมาเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลงสู่โซน 104 ดอลลาร์/บาร์เรล และช่วยจำกัดการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์
▪ มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง 33.30-33.60 บาท/ดอลลาร์
▪ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวนไปตามกระแสข่าวสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยล่าสุดความหวังต่อการกลับมาเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้ช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นบ้างของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทว่า โดยรวมบรรยากาศในตลาดการเงินยังถูกกดดันจากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ส่งผลให้ ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.3% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.02% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.01%
▪ ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลง -0.6% ท่ามกลางแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบจากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สะท้อนผ่านแรงขายหุ้นกลุ่มเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth ขณะที่ หุ้นกลุ่มพลังงานต่างปรับตัวขึ้นตอบรับทิศทางราคาพลังงาน ทั้งนี้ สัญญาฟิวเจอร์สตลาดหุ้นยุโรปต่างพลิกกลับมาปรับตัวขึ้นช่วงเช้าตลาดการเงินเอเชีย ตอบรับความหวังการกลับมาเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ทำให้ ราคาพลังงานพลิกกลับมาปรับตัวลงในช่วงหลังตลาดหุ้นยุโรปปิด
▪ ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบโซน 5.20% ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ การปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นทะลุโซน 5.00% ช่วงที่ผ่านมา ได้สร้างแรงกดดันต่อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เพิ่มเติม แม้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ (ย้ำว่า เน้นทยอยเข้าซื้อในจังหวะบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น หรือ Buy on Dip) โดยเราคงมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะตามคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 5.20% ทำให้ Break-even yield ที่จะทำให้การถือครองบอนด์ระยะยาวเกิดขาดทุนบน Total Return สูงถึง 5.70%-5.80% ที่อาจเป็นไปได้ หากผู้เล่นในตลาดมองว่า FED อาจต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย หรือ ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3-4 ครั้ง (+75bps ถึง +100bps) จากปัจจุบันที่คาดหวังว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 4 ครั้ง ภายในกลางปีหน้า
▪ ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แม้จะได้แรงหนุนบ้างจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทว่า ความหวังการกลับมาเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้ช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์บ้าง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังคงรอติดตามผลการประชุมสุดยอดผู้นำ Trump-Xi Summit ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 101.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.1-101.4 จุด)
▪ ทองคำ – แม้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) จะเผชิญแรงกดดันบ้างความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านล่าสุด ทำให้ โดยรวมราคาทองคำ สามารถทยอยรีบาวด์ขึ้นสู่โซน 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง
▪ สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) ในเดือนสิงหาคม รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) เดือนกันยายน โดยเฉพาะในส่วนของ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ระยะสั้นและระยะยาว ที่อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และอาจส่งผลกระทบต่อบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อย่างบอนด์ยีลด์ระยะยาวได้ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมิน แนวโน้มดอกเบี้ย FED ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังว่า FED มีโอกาสราว 50% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย อีก 2 ครั้ง ในปีนี้ (โอกาส 71% สำหรับการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนตุลาคม) และอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้ง ในปีหน้า
▪ ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบาย โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 69% ที่ BOE จะขึ้นดอกเบี้ย อีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย อีก 2 ครั้ง ในปีหน้า
▪ ส่วนในฝั่งไทย นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ยอดการส่งออกของไทยในเดือนสิงหาคม จะยังคงได้อานิสงส์จากกระแส AI Boom ทว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึง การนำเข้าสินค้าสำหรับสร้าง Data Center และการผลิตเพื่อส่งออกตามกระแส AI Boom นั้น จะมีส่วนหนุนการขยายตัวในอัตราสูงต่อเนื่องของยอดการนำเข้า ทำให้ดุลการค้าของไทย ยังคงขาดดุล ต่อเนื่องราว -3.6 พันล้านดอลลาร์ ได้
▪ และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และผลการเจรจาระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับจีน (Trump-Xi Summit) อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ในช่วงระหว่างวัน ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อาจช่วยหนุนบรรยากาศในตลาดการเงินเอเชีย และช่วยชะลอการอ่อนค่าของบรรดาสกุลเงินเอเชียได้บ้าง นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังคงรอทยอยขายเงินดอลลาร์ หากเงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้เงินบาทอาจยังไม่ได้อ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านดังกล่าว ได้อย่างชัดเจน ขณะที่ การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท อาจยังขาดแรงหนุนเพิ่มเติม จนกว่าพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะดีขึ้นชัดเจน ทำให้ ราคาพลังงาน อย่าง ราคาน้ำมันดิบกลับมาปรับตัวลงแถวโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือต่ำกว่า สำหรับราคาน้ำมันดิบ Brent โดยในเบื้องต้น เรามองว่า เงินบาทอาจยังมีโซนแนวรับในช่วง 33.30 บาทต่อดอลลาร์
ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า ควรติดตามการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อย่างใกล้ชิด หลังเงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงทะลุโซน 158 เยนต่อดอลลาร์ เพิ่มความเสี่ยงที่ทางการญี่ปุ่นเข้าเข้าทำการ Check Rate หรือแม้กระทั่งเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น โดยหากเงินเยนญี่ปุ่นพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง จะช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท แต่หากเงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น เร็ว และแรง อาจหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบหรือทะลุโซนแนวรับได้
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” ใน Time Frame รายสัปดาห์ จนกว่าจะอ่อนค่าทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน ส่วนใน Time Frame รายวัน เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” จนกว่าจะสามารถกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน อีกครั้ง
