PMC ประกาศแผนธุรกิจปี 2569 มุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพและความยั่งยืน ชูแผนอัปเกรดกำลังการผลิตสู่ 185 ล้านตารางเมตรต่อปี พร้อมรุกตลาด Specialty Product และนวัตกรรมรักษ์โลกเต็มสูบ เพื่อยกระดับแบรนด์ไทยสู่มาตรฐานสากล
นายเอก สุวัฒนพิมพ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอ็มซี เลเบิล แมททีเรียลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PMC ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สติ๊กเกอร์เปล่า (Sticker) หรือฉลากกาว (Self-Adhesive Label) ชั้นนำของประเทศ เปิดเผยว่า แผนธุรกิจในปี 2569 PMC ยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์การสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน โดยจะต่อยอดสถานะการเป็น CAC: Change Agent ในการดำเนินธุรกิจที่โปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดแก่คู่ค้าสากล ควบคู่ไปกับแผนงาน Protect the Core เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและบริหารจัดการกำไรขั้นต้น และแผนงาน Grow Existing โดยการขยายส่วนแบ่งการตลาดผ่านผลิตภัณฑ์นวัตกรรมรักษ์โลก และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนผ่านการเจรจาเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตร เพื่อก้าวสู่ผู้นำด้านวัสดุฉลากอย่างเต็มตัว
“เรามุ่งมั่นที่จะเป็น Change Agent ในอุตสาหกรรมสติ๊กเกอร์และวัสดุฉลาก โดยวางกลยุทธ์หลักผ่าน 2 แนวทาง คือ Protect the Core เพื่อรักษาฐานลูกค้าหลักและรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และ Grow Existing การขยายส่วนแบ่งการตลาดผ่านผลิตภัณฑ์นวัตกรรมและสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ” นายเอก กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทได้ปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ โดยลดสัดส่วนผลิตภัณฑ์กระดาษแบบดั้งเดิม และหันไปเพิ่มความสำคัญในกลุ่มฟิล์มและสินค้าพิเศษ (Specialty Products) ที่มีมาร์จิ้นสูง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กลุ่มสติ๊กเกอร์มาตรฐานเฉพาะทางที่เป็นที่ต้องการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูง เช่น UL969 Certified รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่ม Sustainability อาทิ สติ๊กเกอร์จากกระดาษรีไซเคิลและกาวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มธุรกิจ FMCG และ Logistics ทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจหมุนเวียน
“บริษัทประเมินว่าปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนยอดขายคือการรุกขยายตลาดใหม่ในระดับสากลและการหาลูกค้ากลุ่มใหม่ โดยใช้ความแข็งแกร่งด้านมาตรฐานความยั่งยืนและผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ๆ เป็นจุดขายสำคัญ ขณะเดียวกันเรายังมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์กลุ่มฟิล์มและสติ๊กเกอร์เฉพาะทางที่ได้รับรองมาตรฐาน เช่น UL969 Certified ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและตอบโจทย์เทคโนโลยีที่สูงขึ้นของลูกค้ารายเดิมในทุกภูมิภาค” นายเอก กล่าว
ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโต PMC ได้เตรียมงบลงทุนสำหรับเพิ่มกำลังการผลิตรวมเป็น 185 ล้านตารางเมตรต่อปี พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยรองรับสินค้าใหม่ ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยระบบ Solar Rooftop เพื่อลดต้นทุนพลังงาน และการทำ Volume Bundling ในการจัดซื้อวัตถุดิบเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองและบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ในด้านมิติของการกำกับดูแลกิจการ PMC ได้รับการการันตีความสำเร็จด้วยคะแนน CGR 5 ดาว (ระดับดีเลิศ) และได้รับการคัดเลือกให้อยู่ใน ESG 100 Index สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเจาะตลาดต่างประเทศที่มีกฎระเบียบด้านความยั่งยืนที่เข้มงวด
นอกจากแผนการเติบโต PMC ยังให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงผ่านกลยุทธ์ Diversified Sourcing เพื่อลดการพึ่งพาผู้จัดจำหน่ายรายใดรายหนึ่งและลดผลกระทบจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมทั้งเสริมทัพด้วยทีม Technical Support ที่แข็งแกร่งเพื่อสร้าง Customer Loyalty มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านวัสดุฉลากที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนร่วมกับลูกค้า คู่ค้า และผู้ถือหุ้น