ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.39 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” กรุงไทยคาดในช่วง 24 ชั่วโมง จะอยู่ที่ระดับ 33.30-33.50 บาท/ดอลลาร์ ลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.39 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.36 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.30-33.42 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซน 33.30 บาทต่อดอลลาร์ ตามการทยอยอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ที่สอดคล้องกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ (และมีส่วนหนุนการรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ) หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนพฤษภาคม ของสหรัฐฯ ออกมา +4.1%y/y ตามคาด (ขณะที่ โมเมนตัมรายเดือน +0.4%m/m น้อยกว่าคาดเล็กน้อย) เช่นเดียวกันกับ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE +3.4%y/y ตามคาด (+0.3%m/m ตามคาด) ทำให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 35% ที่ FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ถูกชะลอลง และเงินบาทได้พลิกกลับมาอ่อนค่าลง หลังเงินดอลลาร์ทยอยรีบาวด์แข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ โดยเฉพาะ Apple -6.1% เผชิญแรงขายต่อเนื่อง อีกทั้ง ราคาน้ำมันดิบได้ทยอยปรับตัวสูงขึ้น จากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง จากรายงานข่าวเรือขนส่งสินค้าถูกโจมตีในบริเวณช่องแคบ Hormuz
แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้น Semiconductor อย่าง Micron +15.7% หลัง Micron รายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาด กอปรกับความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่ลดลงบ้าง จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ที่ออกมาตามคาด ทว่า ข่าวการปรับเพิ่มราคาสินค้าของ Apple -6.1% จากต้นทุน RAM ที่สูงขึ้นมาก ตามกระแส AI Boom ได้สร้างแรงกดดันต่อ Apple และบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังได้กดดันบรรยากาศตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มเติม ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.01% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ย่อตัวลง -0.46%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.80% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML +2.6% ตอบรับผลประกอบการของ Micron ที่ออกมาแข็งแกร่งและดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงคาดหวังการเติบโตที่สดใสของหุ้นกลุ่ม Semiconductor นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้อานิสงส์เพิ่มเติมจากการทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรป ทั้ง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ลงบ้าง
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงเล็กน้อย และยังคงเคลื่อนไหวแถวระดับ 4.40% แม้จะมีจังหวะปรับตัวลดลง ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้างของผู้เล่นในตลาด จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ที่ออกมาตามคาด ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุด ซึ่งหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาน้ำมันดิบได้ชะลอการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของบอนด์ยีลด์ ทั้งนี้ เราประเมินว่า ความเสี่ยง Two-way Risk ของทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน ทำให้เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ย่อตัวลงเล็กน้อยในลักษณะ Sideways Down โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงตามบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ทว่า ความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ กอปรกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงร้อนแรงขึ้น หลังมีข่าวเรือบรรทุกสินค้าถูกโจมตีแถวช่องแคบ Hormuz ได้ช่วยพยุงและหนุนการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อลงเล็กน้อยสู่โซน 101.5 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.3-101.8 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ที่ออกมาตามคาด หนุนการรีบาวด์ขึ้นของ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทว่า ความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาอีกครั้ง (และหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาน้ำมันดิบ) ได้กดดันและจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำไว้แถวโซน 4,030 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนมิถุนายน โดยเฉพาะในส่วนของ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะกลาง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินและสร้างความผันผวนได้พอควร
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า แรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทยังไม่หมดไป แม้ผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง แต่จะเห็นได้ว่า ผู้เล่นในตลาดยังไม่ปรับลดมุมมองต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับการประเมินของเราต่อรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในวันก่อนหน้า ซึ่งเรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจต้องการเห็นการชะลอตัวลงต่อเนื่องของอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ เช่น อัตราเงินเฟ้อ CPI ที่มักจะรายงานในช่วงกลางเดือน ก่อน (อาจจะ 2 ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI) จึงจะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ในระยะข้างหน้า หากตลาดเผชิญปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ ผู้เล่นในตลาดกลับมาปรับเพิ่มโอกาสการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED อาจหนุนเงินดอลลาร์เพิ่มเติม พร้อมกดดันเงินบาทรวมถึง ราคาทองคำ ดังจะเห็นได้จากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุด ที่มีข่าวการโจมตีเรือขนส่งสินค้าแถวช่องแคบ Hormuz ได้หนุนให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งยังหนุนการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ และสร้างแรงกดดันต่อเงินบาท ทั้งนี้ เรามองว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นชัดเจน จนเร่งการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ (เช่น ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทะลุโซน 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง) การอ่อนค่าของเงินบาทอาจยังคงถูกจำกัดแถวโซนแนวต้านสำคัญ 33.50 บาทต่อดอลลาร์
นอกจากนี้ เรามองว่า แม้รายงานผลประกอบการของ Micron ที่ออกมาแข็งแกร่ง ดีกว่าคาด จะช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้น Semiconductor ทว่า แรงขายหุ้นเทคฯ ใหญ่ยังคงมีอยู่ และอาจกดดันบรรยากาศในตลาดการเงินได้ในช่วงระยะสั้น ทำให้ เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ในช่วงตลาดการเงินเผชิญความผันผวนและภาวะปิดรับความเสี่ยง ซึ่งอาจหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ เหมือนที่เกิดขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ ในกรณีนี้ เรามองว่า หากแรงเทขายหุ้นเทคฯ ทั่วโลก กลับมาอีกครั้ง และรุนแรงมาก อาจต้องจับตาทั้ง การเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ที่อาจเผชิญแรงเทขายเพิ่มเติมเช่นกัน รวมถึง การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น ที่แม้จะถูกกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ แต่สามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว และแรง ได้ไม่ยาก
เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้)
เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.30-33.50 บาท/ดอลลาร์