Economies

ปลัดคลังเผยยอดผู้ลงทะเบียนเข้าโครงการติดโซลาร์ฯแล้ว 70,000 ราย พร้อมชี้จุดคุ้มค่าบ้านที่ควรติดโซลาร์เซลล์
6 พ.ย 2569

ปลัดคลังเผยยอดผู้ลงทะเบียนเข้าโครงการติดโซลาร์ฯแล้ว 70,000 ราย พร้อมชี้แนะจุดคุ้มค่าในการติดตั้งระบบโซลาร์ เหมาะสำหรับบ้านที่ใช้ไฟเกิน 3,000-4,000 บ./เดือน  ย้ำรัฐพร้อมสนับสนุนเงินอุดหนุน 50,000 บ./ราย  เปิดรับลงทะเบียนถึง ม.ค. 2570 

 

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงคความคืบหน้าของโครงการติดตั้งระบบโซลาร์ภาคประชาชน ว่า  ล่าสุด ประชาชนได้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านระบบของการไฟฟ้าจำนวนกว่า 70,000 ราย  แม้จะยังต่ำไม่ถึงเป้าหมาย 100,000 ราย แต่ภาครัฐก็ไม่ได้กังวลกับตัวเลขดังกล่าว  เนื่องจากเป้าหมายของรัฐบาลต้องการให้โครงการนี้เติบโตแบบออแกนิค และอยากเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนมองเห็นถึงความคุ้มค่าและได้ประโยชน์จากการลดค่าใช้จ่ายได้จริง มากกว่าที่จะเร่งปั๊มยอดผู้เข้าร่วมโครงการที่ยังไม่พร้อมจะติดตั้ง อย่างไรก็ตาม โครงการนี้จะเปิดให้ลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 31 ม.ค. 2570

 

ขั้นตอนการดารลงทะเบียนแสดงความประสงค์ผ่านเว็บไซต์ของการไฟฟ้า ฯ ยังเป็นเพียงการเริ่มต้นนับหนึ่งเพื่อรวบรวมรายชื่อผู้สนใจเท่านั้น  โดยขั้นตอนต่อไป เจ้าหน้าที่ของการไฟฟ้าฯจะลงพื้นที่สำรวจหน้างานของบ้านที่ลงทะเบียน อย่างละเอียด  เพื่อพิจารณาความพร้อมทั้งเรื่องความแข็งแรงของโครงสร้างหลังคาบ้าน ,  ทิศทางการรับแสงแดดของบ้านซึ่งทิศที่ดีที่สุเด คือฝั่งทิศใต้และทิศตะวันตก ,ตรวจสอบการเป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้าและพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของบ้านดังกล่าว หากผลสำรวจเห็นว่าบ้านมีความพร้อมและตรงตามหลักเกณฑ์ การไฟฟ้า จึงจะส่งเรื่องต่อไปให้แก่สถาบันการเงิน ของรัฐเพื่อพิจารณาาขั้นตอนการอนุมัติสินเชื่อการติดตั้งระบบโซลาร์ของโครงการนี้ต่อไป

 

สำหรับงบประมาณการสนับสนุนของภาครัฐ ในการจ่ายเงินอุดหนุนแผงโซลาร์เซลล์จำนวน 50,000 บาทต่อหลังนั้น  จะอนุมัติจ่ายเงินอุดหนุนฯให้เฉพาะบ้านที่ผ่านการคัดกรองแล้วและได้รับการติดตั้งเชื่อมต่อระบบจริงเท่านั้น

 

ทั้งนี้  ยกตัวอย่างแบบจำลองที่มีผู้ลงทะเบียน 1 ล้านราย หากลงพื้นที่สำรวจแล้วมีบ้านที่ติดตั้งได้จริงจำนวน 700,000 ราย ภาครัฐจะจัดสรรงบประมาณอุดหนุนตามยอดจำนวนที่เกิดขึ้นจริง คือวงเงินรวม  35,000 ล้านบาท โเยจะไม่มีการกู้เงินมากองไว้เต็มจำนวน 

 

ส่วนวงเงินสินเชื่อที่รองรับจากสถาบันการเงินของรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)  จัดเตรียมวงเงินสินเชื่อสำหรับโครงการนี้แห่งละ 50,000 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 150,000 ล้านบาท โดยใช้หลักเกณฑ์พิจารณาสินเชื่อฯและอัตราดอกเบี้ยเดียวกันทั้งหมด

 

นายทรงพล  ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวถึง ความคุ้มค่าของการติดตั้งระบบโซลาร์ ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดการจะติดตั้งหรือไม่  จะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือน ซึ่งบ้านที่จะได้รับความคุ้มค่าสูงสุด  ควรเป็นบ้านที่ใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันตั้งแต่ 40% ขึ้นไปของปริมาณการใช้ไฟทั้งหมด เช่น ครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุ , ผู้เตรียมเกษียณ ,บ้านที่มีเด็กและคนอยู่อาศัยในช่วงกลางวัน

 

ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของการติดตั้งโซลาร์เซลล์  คือ การผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้งานในบ้านเองเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อไฟฟ้าปกติได้สูงกว่าการผลิตเพื่อนำไปขายคืนให้กับการไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย   และในทางกลับกัน  บ้านที่ไม่มีผู้อยู่อาศัยหรือไม่ได้เปิดใช้ไฟฟ้าช่วงตอนกลางวันนั้น จะไม่คุ้มค่าใน การติดตั้งโซลาร์เซลล์  ภาครัฐจะไม่แนะนำให้เข้าร่วมโครงการนี้เพราะรายได้จากการขายไฟคืนนั้นจะต้องใช้ระยะเวลาในการคืนทุนที่เป็นเวลาที่ยาวนานกว่าปกติ

 

นอกจากนี้  ระดับค่าไฟฟ้าเดิมของแต่ละครัวเรือนยังเป็นอีกตัวชี้วัดความคุ้มค่าด้วย เนื่องจากโครงการนี้ออกแบบให้มีความเหมาะสมและได้ความคุ้มค่าอย่างเต็มประสิทธิภาพสำหรับบ้านที่มีภาระค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตั้งแต่ 3,000 - 4,000 บาทขึ้นไป ต่อเดือน  ขณะที่บ้านหรือครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าน้อย หรือมีค่าไฟต่ำกว่า 2,000 ถึง 3,000 บาทต่อเดือน โดยเฉพาะบ้านที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน การติดตั้งระบบขนาด  5  กิโลวัตต์  พบว่า จะไม่มีความคุ้มค่าทางการเงิน  แต่หากปรับเปลี่ยนใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน เช่น หลอดไฟ LED  จะสามารถสร้างส่วนประหยัดได้คุ้มค่ากว่า

 

“ยังมีปัจจัยทางกายภาพและเงื่อนไขเทคนิคที่กำหนดความคุ้มค่า คือ  ทิศทางของหลังคาที่หันรับแสงแดดได้ดีที่สุด คือ ทิศใต้และทิศตะวันตก ส่วนหลังคาทิศเหนือจะไม่สามารถติดตั้งให้คุ้มค่าได้  และต้องผ่านการประเมินความแข็งแรงของโครงสร้างหลังคาและการเป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้ามาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน”นายทรงพลกล่าว

 

ส่วนประเด็นระยะเวลาการคืนทุนและผลตอบแทนในระยะยาวภายใต้โมเดลพึ่งพาตนเองทางการเงิน (Self-Financing) ประชาชนไม่จำเป็นต้องสำรองเงินสดก้อนแรกในวันเริ่มติดตั้ง โดยระบบโซลาร์เซลล์ขนาดเริ่มต้น 5 กิโลวัตต์ มีมูลค่าอุปกรณ์และติดตั้งระบบราว 130,000 - 140,000 บาท รัฐบาลให้เงินอุดหนุน  50,000 บาท เพื่อนำไปตัดลดเงินต้นทันที หลังจากติดตั้งสำเร็จและจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ แล้ว จะเหลือภาระเงินกู้ผ่อนชำระให้กับธนาคารรัฐราว 90,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนแบบลดต้นลดดอก

 

หากประเมินจากฐานคำนวณของครัวเรือนที่มีค่าไฟ 4,000 บาทต่อเดือน และใช้ไฟกลางวัน 40% ระบบขนาด 5 กิโลวัตต์จะผลิตไฟใช้เองและช่วยลดค่าไฟฟ้าลงได้ทันทีประมาณ 1,176 บาทต่อเดือน ในขณะที่ไฟฟ้าส่วนเกินอีก 60% จะถูกขายคืนเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 20 ปี  จะคิดเป็นรายได้จากการขายไฟคืนประมาณ 700 ถึง 800 บาทต่อเดือน  เมื่อนำส่วนประหยัดค่าไฟและรายได้ขายไฟมารวมกัน และไปชำระค่างวดเงินกู้ประมาณเดือนละ 1,000 บาท จะทำให้ครัวเรือนบ้านนั้นประหยัดเงินสุทธิเหลือในกระเป๋าทันทีตลอด 7 ปีแรกของการผ่อนชำระประมาณเดือนละ 799 - 800 บาท และหลังระยะเวลาผ่อนชำระ 7 ปี ภาระหนี้กู้จะหมดลง ทำให้ตั้งแต่ปีที่ 8 ถึงปีที่ 20 เงินประหยัดสุทธิจะปรับเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละประมาณ 1,968 บาท ซึ่งผลรวมของเงินประหยัดสุทธิที่กลับคืนสู่กระเป๋าประชาชนตลอดอายุสัญญา 20 ปี จะคิดเป็นตัวเงินสุทธิสูงถึงประมาณ 370,000 บาทเศษ นอกจากนี้ แผงโซลาร์เซลล์ยังมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 25 ถึง 30 ปี ทำให้ยังคงประหยัดค่าไฟฟ้าจากการผลิตใช้เองได้ต่อเนื่องอีกเดือนละประมาณ 1,100 - 1,200 บาท แม้จะสิ้นสุดสัญญารับซื้อไฟจากภาครัฐแล้ว

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com