TAPAC เปิดงบไตรมาส 3 กำไร 48.51 ล้านบาท ลดลง 14.74% เหตุอัตรากำไรขั้นต้นลดลง รายได้ค่าก่อสร้างจากบริษัทย่อยลดลง และไร้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม หลังขายเงินลงทุนใน"พรีเมียร์แทงค์" เมื่อปีก่อน แต่งวด 9 เดือนกำไรโต 84.97%
นายโสฬส ตั้งในธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทาพาโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ TAPAC รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3 สิ้นสุด 31 ก.ค.2565 มีกำไรสุทธิ 48.51 ล้านบาท ลดลง 14.74% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไร 56.90 ล้านบาท มีสาเหตุหลักดังนี้
1. บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายสินค้าและให้บริการผลิตภัณฑ์พลาสติก,แม่พิมพ์,ธุรกิจค้าปลีก และขายที่ดินโดยบริษัทย่อยประเทศสวีเดน ทั้งสิ้น 512.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีรายได้จากการขายสินค้าและให้บริการอยู่ที่ 404.591ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.64% (เพิ่มขึ้นในส่วนของรายได้จากการขายชิ้นส่วนพลาสติกและรายได้จากการขายที่ดินโดยบริษัทย่อยในสวีเดน, ลดลงในส่วนของรายได้จากการขายแม่พิมพ์รายได้จากการค้าปลีกเครื่องสำอาง) โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 71.53%ลดลง
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 65.33% โดยสาเหตุเกิดจากราคาวัตถุดิบและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
2. บริษัทย่อย C4Hus AB มีรายได้ค่าก่อสร้างอยู่ที่ 223.083 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 377.169ล้านบาท ลดลง 40.85% และมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ -9.41% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 3.52% เนื่องจากผลกระทบสงครามรัสเซียยูเครน ทำให้เกิดการขาดแคลนวัสดุก่อสร้างและราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้น
3. บริษัทย่อย ไม่มีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม ซึ่งช่วงเดียวกันของปีก่อน มีการรับรู้กำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเป็นเงิน 11.546 ล้านบาท โดยมาจากเงินลงทุนในบริษัท พรีเมียร์แทงค์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (PTC) เนื่องจากได้มีจำหน่ายออกไปบางส่วนและจัดประเภทเงินลงทุนดังกล่าวใหม่ในไตรมาส 2/2565 ที่ผ่านมาโดยกลุ่มบริษัท ฯ ได้นำกำไรจากการจำน่ายเงินลงทุนดังกล่าว ชำระหนี้สินระยะสั้นและระยะยาว เป็นเหตุให้ต้นทุนทางการเงินลดลงโดยในไตรมาส 3/2565 มีต้นทุนทางการเงินทั้งสิ้น 8.748 ล้าน เทียบกับต้นทุนการเงินในช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 15.852ล้านบาท
4. บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ 5.176 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 15.561 ล้านบาท อันเนื่องจากรายได้จากการขายที่ดิน (หุ้นในบริษัทย่อย) ในประเทศสวีเดนได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
อย่างไรก็ตามงวด 9 เดือนแรกปี 2565 มีกำไรสุทธิ 200.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84.97% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไร 108.48 ล้านบาท