แนวโน้มตลาดวันนี้ (7 เม.ย.) บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด SET แกว่งขึ้นแต่ผันผวนสูง นักลงทุนจับตาสถานการณ์ตะวันออกกลางว่า ปธน.ทรัมปจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านหากไม่บรรลุข้อตกลงสันติภาพภายในเวลาที่เหลือไม่ถึง 24 ชม. หรือไม่ หลังอิหร่านยังไม่ตอบรับแผน 15 ข้อของสหรัฐฯ พร้อมปฏิเสธหยุดยิงชั่วคราว ขณะที่สหรัฐฯ ยังไม่อนุมัติแผนหยุดยิงที่ปากีสถานเสนอเช่นกัน ประเด็นติดตามวันนี้ ตัวเลข CPI มี.ค. ไทย คาด +0.19%YoY จากเดือนก่อนหน้า -0.88%YoY ทางเทคนิคประเมินแนวรับ 1445-1435 แนวต้าน
ประเด็นสำคัญ
• สหรัฐฯ และชาติพันธมิตร (ปากีสถาน, อียิปต์, ตุรกี) กำลังผลักดันข้อเสนอเปิดช่องแคบฮอร์มุซและการหยุดยิงเป็นเวลา 45 วัน ต่ออิหร่าน ภายใต้เส้นตายในวันนี้ (7 เม.ย.) หากอิหร่านไม่ตกลง ปธน. ทรัมป์จะโจมตีโครงสร้างพลังงาน และกล่าวว่าปฏิบัติการ “Epic Fury” ยังคงดำเนินต่อไป มองเป็นลบกดดันต่อบรรยากาศการลงทุน
• ซาอุฯ ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันส่งออกสู่เอเชียใน พ.ค. 2569 ขึ้น ทำให้ Premium ของน้ำมันดิบชนิดเบา (Arab Light Crude) พุ่งสู่ระดับ US$19.50/bbl. ท่ามกลางสงครามที่ดำเนินต่อและช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ถูกเปิด ด้านการประชุมร่วม OPEC+ เผยว่าจะเพิ่มโควตาการผลิตใน พ.ค. 2569 อีก 2.06 แสนบาร์เรล/วัน และพร้อมจะเพิ่มการผลิตทันทีหากช่องแคบถูกเปิด
• ที่ประชุม ครม. นัดพิเศษมีมติเห็นชอบคำแถลงนโยบายรัฐบาล “อนุทิน 2” ประกอบด้วย 5 นโยบายหลัก ด้านเศรษฐกิจ, การต่างประเทศและความมั่นคง, สังคม, ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย
• รมว. คลังเตรียมเสนอ ครม. ให้นายกฯ ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อกำหนดราคาและค่าการกลั่นในอนาคตได้ พร้อมเสนอมาตรการประหยัดพลังงาน เช่น Work from Anywhereสำหรับราชการและกำหนดเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมันหลังสงกรานต์ มองเป็น Sentiment เชิงลบต่อกลุ่มโรงกลั่น ค้าปลีกน้ำมัน รวมถึงกลุ่มท่องเที่ยวซึ่งได้รับผลกระทบทางอ้อม
• ยอดจองรถยนต์ใน Motor Show 2026 (วันที่ 23 มี.ค. - 5 เม.ย. 2569) รวม 132,951 คัน เพิ่มขึ้น 72%YoY BYD ครองยอดจองอันดับหนึ่งที่ 17,354 คัน ตามด้วย Toyota และ OMODA&JAECOO สะท้อนความต้องการยานพาหนะที่มีเทคโนโลยีทันสมัยและประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะ EV ที่เข้ามาตอบโจทย์ช่วงน้ำมันแพง มองเป็นบวกต่อกลุ่มที่มีสัดส่วนปล่อยสินเชื่อยานยนต์สูง อย่าง KKP, TISCO, TTB
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
มอง SET ยังผันผวนตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง กลยุทธ์ลงทุนจึงต้องเน้นความยืดหยุ่น โดยแบ่งตามระดับความเสี่ยงและความคาดหวังของนักลงทุน ดังนี้
นักลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำและกังวลการเจรจาล้มเหลว แนะนำให้ถือเงินสดหรือตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อรักษาความคล่องตัวและลดผลกระทบจากการปรับขึ้นของ Bond Yield พร้อมรอจังหวะเข้าซื้อสินทรัพย์พื้นฐานดีเมื่อสถานการณ์ชัดเจนและราคาย่อตัวลงในระยะถัดไป ขณะที่ทำ Strategic Hedging ป้องกันพอร์ตด้วยหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้นอย่าง PTTEP รวมทั้ง PTTGC จากส่วนต่างสเปรดกว้างขึ้นและไม่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยตั้งจุด Trailing Stop ไว้เสมอหากสถานการณ์ดูเริ่มคลี่คลาย นอกจากนี้ยังสามารถสะสมหุ้น High Dividend (Div. Yield > 5%) เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตระยะสั้น (สะสมก่อน XD ใน เม.ย.-พ.ค. นี้) ได้แก่ KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI
นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และคาดหวังเชิงบวกต่อการเจรจา แนะนำให้ปรับพอร์ตตามกรอบเวลาและความผันผวน ดังนี้
1. ระยะสั้น (1-4 สัปดาห์): เน้นเล่นเก็งกำไรดีดสั้นในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันปรับฐานและ Supply Chain ฟื้น อาทิ สายการบิน (AAV THAI) โรงไฟฟ้า SPP (GPSC BGRIM) ท่องเที่ยว (CENTEL ERW MINT) รพ. ระดับบน (BH BDMS) ยานยนต์ (AH SAT) รวมทั้งหุ้น SET50 ที่เป็นเป้าหมาย Short Covering โดยราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET ตั้งแต่เกิดวิกฤต ได้แก่ BTS LH MINT AWC BDMS HMPRO OR CPALL
2. ระยะกลาง (3-6 เดือน): เน้นทยอยสะสมหุ้น Defensive ที่มี High Pricing Power รับมือภาวะเงินเฟ้อสูงจากฐานราคาน้ำมันใหม่ที่ยังทรงตัวสูงกว่าในอดีต ได้แก่ สื่อสาร (ADVANC TRUE) การแพทย์ (BDMS BH CHG BCH) และพาณิชย์ (CPALL CPAXT BJC CPN)
3. ระยะยาว (6-12 เดือน+): เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาดและนิคมฯ ที่ตอบโจทย์การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเข้าสู่พลังงานทางเลือกใหม่ ได้แก่ GULF GPSC BGRIM GUNKUL WHA AMATA Trading Idea: ธีม Summer Play ซึ่งได้อานิสงส์จากการบริโภคที่จะสูงขึ้นตามอุณหภูมิที่ร้อนจัด นำโดย 1) กลุ่มเครื่องดื่ม โดยเลือกหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้ในประเทศเป็นหลักเพื่อลดความผันผวนจากภายนอก ได้แก่ ICHI HTC และ 2) กลุ่มพาณิชย์ โดยเลือกหุ้นได้ประโยชน์จากเป็นช่องทางจำหน่ายเครื่องดื่มและสินค้าคลายร้อน ได้แก่ CPALL HMPRO GLOBAL
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET จะผันผวนตามสถานการณ์ตะวันออกกลางเป็นสำคัญ โดยหากการเจรจาได้ข้อตกลงสันติภาพถาวรคาดดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบที่ 1,500-1,530 จุด สะท้อนการกลับมาของความเชื่อมั่นลงทุน แต่หากการเจรจาล้มเหลวหรือมีการเผชิญหน้าทางทหารคาดดัชนีจะเผชิญแรงขายลดความเสี่ยงลงไปทดสอบจุดต่ำสุดเดิมหรือต่ำกว่าที่ 1,320-1350 จุด อย่างไรก็ดี จับตามูลค่าซื้อขายใน SET อาจเริ่มเบาบางในช่วงปลายสัปดาห์ก่อนเข้าสู่ช่วงหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ ทำให้ดัชนีอาจผันผวนแรงกว่าปกติหากมีแรงขายออกมา กลยุทธ์ลงทุนจึงแบ่งตามระดับความเสี่ยงของนักลงทุน
Daily Top Picks
DELTA: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากการฟื้นตัวของกลุ่มหุ้นเทคฯ โลก หลังสงครามตะวันออกกลางเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลาย ด้านผลประกอบการปี 2569 จะมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้องกับ AI ที่คาดจะเติบโตเลขสองหลัก และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Liquid Cooling ใน 2H69 เป้าหมายระยะสั้นที่ 278 บาท
GLOBAL: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากการปรับขึ้นราคาเหล็ก 10-15% ตามต้นทุนที่พุ่งสูง ขณะที่มีสินค้าคงคลังเหลือสูง และสภาพอากาศร้อนสนับสนุนยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าทำความเย็น SSS มีแนวโน้มพลิกเป็นบวก YoY ตั้งแต่ มี.ค. 2569 จากการเร่งซื้อวัสดุก่อสร้างก่อนปรับราคาขึ้น และคาดมีโมเมนตัมที่ดีขึ้น เป้าหมายระยะสั้นที่ 6.35 บาท