Market

“ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับสู่เกณฑ์ “ร้อนแรง” นักลงทุนจับตาแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และความขัดแย้งระหว่างประเทศคลี่คลาย
6 ก.ค. 2569

FETCO เปิดผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ปรับสู่เกณฑ์ “ร้อนแรง” นักลงทุนจับตาแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และความขัดแย้งระหว่างประเทศคลี่คลาย ปัจจัยฉุดคือ สถานการณ์เศรษฐกิจยูโรโซน และนโยบายเฟด ”

อีก 3 เดือนข้างหน้า (กันยายน 2569) อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” (ช่วงค่าดัชนี 120-159) ที่ระดับ 123.77

ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” ในขณะที่ กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ กลุ่มนักลงทุนสถาบัน และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง

หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดพาณิชย์ (COMM)

หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดยานยนต์ (AUTO)

ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ  

ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ สถานการณ์เศรษฐกิจยูโรโซน  

 

 “ผลสำรวจ ณ เดือนมิถุนายน 2569 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่า พบว่า ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล ปรับลด 11.7% อยู่ที่ระดับ 106.74 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับเพิ่ม 3.7% อยู่ที่ระดับ 133.33 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับลด 14.3% อยู่ที่ระดับ 128.57 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศปรับลด 33.3% อยู่ที่ระดับ 133.33 

 

 ในเดือนมิถุนายน 2569 SET Index เคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยแรงกดดันหลักมาจากปัจจัยต่างประเทศ ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่จบ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบยังปรับตัวสูงขึ้นและสร้างความกังวลต่อเงินเฟ้อโลก ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการค้าของสหรัฐและนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งแม้จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ แต่ยังส่งสัญญาณดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง ทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึง การเติบโตของเศรษฐกิจยุโรปที่ชะลอตัว โดย ECB ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ยูโรโซนเหลือประมาณ 0.8% ในปี 2569 และ 1.2% ในปี 2570 และ ECB ได้ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนมิถุนายนจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดย SET Index ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ปิดที่ 1,591.24 ปรับตัวเพิ่ม 1.46% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 77,436 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 6,996 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวมในตลาดหลักทรัพย์ฯ 27,000 ล้านบาท

 

 ปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางหลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลง "โรดแมป 60 วัน" ในการเจรจาที่สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมุ่งสู่ข้อตกลงสันติภาพฉบับสมบูรณ์ รวมถึงผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐและความคืบหน้าของการเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้า แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ ECB หลังมีการส่งสัญญาณไปในทางเข้มงวดจากผลกระทบของสถานการณ์พลังงาน ส่วนปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ การประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของบริษัทจดทะเบียน การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท และแนวโน้มการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งหลังของปี”

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com