แนวโน้มตลาดวันนี้ (12 มี.ค..) บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด SET แกว่งผันผวน ราคาน้ำมันปรับขึ้นหลังมีการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซครั้งใหม่ แม้ IEA และสหรัฐฯ เตรียมระบายคลังสำรองน้ำมันครั้งใหญ่แต่ก็ไม่น่าจะเพียงพอ สร้างความกังวลเงินเฟ้อ แต่หุ้นพลังงานต้นน้ำน่าจะช่วยประคองตลาดได้บ้าง ขณะที่ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 5 วันทำการรวม 2.66 หมื่นลบ. ทางเทคนิคดัชนีดีดตัวขึ้นมาแต่ยังมีความผันผวนสูง บริเวณ 1430 เป็นแนวต้านในระยะสั้น หากยังไม่ผ่านมีแนวโน้มย่อตัวลงมาที่ ประเมินแนวรับ 1385/1375
ประเด็นสำคัญ
• IEA ประกาศระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ 400 ล้านบาร์เรล (จากทั้งหมด 1.2 พันล้านบาร์เรล) สูงสุดในประวัติศาสตร์และสูงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 ที่ 182 ล้านบาร์เรล เพื่อรับมือภาวะอุปทานน้ำมันขาดแคลนที่เกิดจากสงครามอิหร่าน ติดตามกำหนดกรอบเวลาที่ IEA จะระบายน้ำมันเข้าสู่ตลาด
• สหรัฐฯ เผย CPI ก.พ. 69 ขยายตัว 2.4%YoY ตามตลาดคาด โดยหมวดที่อยู่อาศัยและบริการปรับเพิ่มขึ้น แต่หมวดยานพาหนะลดลง ขณะที่จับตาเงินเฟ้อ มี.ค. 69 ที่จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นเต็มเดือนจากวิกฤติในตะวันออกกลาง ซึ่งหากยืดเยื้อจะกดดันให้ตลาดมองโอกาสลดดอกเบี้ยของ Fed ลดลง
• วานนี้เป็นวันที่ 5 ที่โรงงาน Ras Laffan ในกาตาร์หยุดส่งออก LNG เนื่องจากอุปสรรคการลำเลียงผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นการปิดยาวนานที่สุดในรอบ 18 ปี (นับตั้งแต่ปี 2551) ทำให้อุปทาน LNG ราว 20% ของอุปทานโลกชะงัก มองเป็นลบต่อหุ้นโรงไฟฟ้า SPP (GPSC BGRIM) แม้ช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นจะปรับลงสะท้อนแล้วในระดับหนึ่ง ขณะที่ GULF ที่มีสัดส่วนสูงโรงไฟฟ้า IPP จะได้รับผลกระทบจำกัด
• วานนี้ราคาหุ้น PSL ลดลง 7%DoD หลังมีข่าวเรือขนส่ง “มยุรี นารี” ของบริษัทถูกโจมตีเสียหายหนักใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ด้านบริษัทแจ้งเรือได้ทำประกันภัยจากสงครามไว้ ขณะที่ IRGC อ้างเป็นฝ่ายโจมตีเนื่องจากเรือได้เพิกเฉยต่อคำเตือนและพยายามผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างผิดกฎหมาย
• กองทุนน้ำมันอุ้มดีเซลลิตรละ 16.97 บาท สูงกว่าสมัยสงครามรัสเซีย-ยูเครน ขณะที่กลุ่มเบนซิน-โซฮอล์อุ้มลิตรละ 2-9 บาท ทำเงินไหลออกวันละ 1,758 ลบ. คาดสถานะติดลบเกิน 1 หมื่นลบ. ภายในวันที่ 18 มี.ค. นี้ ขณะที่รัฐบาลเตรียมขึ้นราคาขายปลีกดีเซลหลังวันที่ 18 มี.ค. มองลบต่อกลุ่มโลจิสติกส์สินค้าอุปโภคบริโภคและวัสดุก่อสร้าง จากมีต้นทุนขนส่งสูงขึ้น
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมองวิกฤติในตะวันออกกลางกำลังยกระดับเข้าสู่ Scenario 3 (สงครามยืดเยื้อและขยายตัวระดับภูมิภาค) ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้ง SET จะเข้าสู่ภาวะ Bear Market และเสี่ยงเกิดแรงเทขายหนัก (Forced Sell) เพื่อโยกเงินไปพักในสินทรัพย์ปลอดภัยแทน (Safe Haven) อาทิ ทองคำ, USD และตราสารหนี้ระยะสั้น ส่วน GDP ไทยและ EPS SET ที่เดิมคาด 1.7% และ 95.7 บาท จะลดลงเป็น 1.1% และ 91 บาท ตามลำดับ ซึ่งหากอิง PER 14 เท่า ซึ่งเป็นระดับก่อนเงินทุนไหลเข้ารอบใหญ่ จะได้ SET ที่ระดับ 1275 จุด อย่างไรก็ดี มีโอกาสค่า Equity Risk Premium จะสูงขึ้น (Yield Gap แคบลง) จนทำให้ Valuation ถูก De-rating ลงไปเทรดที่ PER 12 เท่าในกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst-case) ที่ระดับ 1100 จุด เพื่อสะท้อนเงินทุนที่ไหลออกอย่างรุนแรงได้ (ในอดีต SET เคยลงไปแตะระดับ 12 เท่าในช่วงวิกฤตหนักๆ เช่น COVID-19)
Daily Top Picks
PTTEP: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากล่าสุดราคาน้ำมันดิบ Brent ขึ้นแรงสู่ US$98-99/bbl จากกังวลอุปทานตึงตัว หลังเกิดเหตุโจมตีเรือสินค้า 3 ลำ (รวมถึงเรือสัญชาติไทย) บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์การขนส่งน้ำมันโลก อีกทั้งมองเป็นสินทรัพย์ Hedge เพื่อป้องกันความเสี่ยงให้แก่พอร์ต เป้าหมายระยะสั้นที่ 148 บาท
ADVANC: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากธุรกิจมีความเสี่ยงจำกัดต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตต่อทั้งในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเตอร์เน็ต ARPU มีแนวโน้มสูงขึ้น และต้นทุนคลื่นความถี่ที่ลดลงจากฐานสูง และมี Upside จากการใช้ประโยชน์ผลขาดทุนสะสมทางภาษี เป้าหมายระยะสั้นที่ 369 บาท