แนวโน้มตลาดวันนี้ (18 มี.ค.) บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด SET แกว่งตัว sideways-up ราคาน้ำมันทรงตัว แต่ต้องจับตาว่าจะมีเหตุโจมตีแหล่งน้ำมันเพิ่มหรือไม่ ขณะที่ต่างชาติสลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยวันแรกหลังขาย 8 วันต่อเนื่อง ประเด็นวันนี้ ใน ปท. จับตาศาลรธน. รับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดินกรณี bar code และ QR code บนบัตรเลือกตั้งไว้พิจารณาหรือไม่ ตปท. ติดตามผลประชุม Fed คืนนี้ ทางเทคนิคดัชนีทดสอบแนวต้าน 1440 หากผ่านได้มีโอกาสขึ้นต่อถึง 1465 แต่หากไม่ผ่านมีแนวโน้มย่อพักตัว แนวรับ 1415/1400
ประเด็นสำคัญ
• วันนี้รัฐบาลปรับราคาน้ำมันในประเทศขึ้น โดยดีเซลจะปรับเพดานราคาสู่ระดับ 33 บาท/ลิตร และจะทยอยปรับราคาขึ้น โดยจะปรับขึ้นวันนี้ 0.50 บาท/ลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์ E10 จะปรับขึ้น 1 บาท/ลิตร แต่แก๊สโซฮอล์ E20 และ E85 จะปรับลง 0.79 และ 2 บาท/ลิตร ตามลำดับ เพื่อจูงใจให้มีการใช้ มองเป็นบวกต่อผู้ผลิตเอทานอล อาทิ GGC BBGI KSL KTIS BRR
• รมว. พลังงาน จะพยายามตรึงค่าไฟฟ้าสำหรับงวด พ.ค. - ส.ค. 2569 ที่ 3.88 บาท/หน่วย โดยยืนยันจะใช้ทุกมาตรการและขอความร่วมมือจากทุกหน่วยงานเพื่อพยุงราคา เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน มองเป็น Sentiment เชิงลบต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP (GPSC BGRIM) โดยเฉพาะหากต้นทุนเชื้อเพลิงแพงขึ้นจะทำให้ Margin แคบลง
• Goldman Sachs เตือนน้ำมันสำเร็จรูป อาทิ น้ำมันอากาศยานและดีเซล รวมถึง Naphtha สำหรับอุตฯ ปิโตรเคมีจะได้รับผลกระทบมากกว่าน้ำมันดิบ เนื่องจาก 60% ของน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียมักถูกใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ดังกล่าว มองเป็นบวกต่อโรงกลั่นที่มีสัดส่วนการผลิตในผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสูง อย่าง TOP BCP
• จำนวน นทท. ต่างชาติเดินทางเข้าไทยในสัปดาห์ก่อนฟื้นตัว 2%WoW และติดลบ YoY ลดลงจากสัปดาห์ก่อน ได้แรงหนุนจากชาวจีนและอินเดียเป็นหลัก ส่วนกลุ่ม นทท. ระยะไกล อย่างตะวันออกกลางและยุโรปที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางมีแนวโน้มดีขึ้นจากสัปดาห์ก่อน หากสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย มองเป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL, MINT)
• สทนช. เผยว่าสภาพอากาศไทยมีแนวโน้มพลิกเข้าสู่สภาวะ El Nino ในช่วงต้น พ.ค. 2569 และอาจยาวนานถึง ก.ค. 2570 ทำให้มีความเสี่ยงจากภาวะฝนทิ้งช่วงและปริมาณน้ำเสี่ยงไม่เพียงพอต่อการทำเกษตรกรรม มองเป็นความเสี่ยงต่อผลผลิตสินค้าเกษตรในระยะต่อไป หากขาดแคลนอาจเป็น Upside Risk ต่อราคาสินค้าเกษตรอย่าง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน น้ำตาล ข้าว
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET ยังอยู่ในภาวะ Risk-off และผันผวนสูง โดยหากวิกฤตการปิดช่องแคบฮอร์มุซลากยาวเกิน 1 เดือน จนส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent ทรงตัวสูงเหนือ US$90/bbl คาดจะเกิดปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลกในระดับรุนแรง (Supply Shortage) ซึ่งจะลามไปสู่อุตสาหกรรมอื่นทั่วโลก โดยต้นทุนแฝงในภาคการผลิตจะเริ่มสะสมจนกดดันให้เกิดการขาดแคลนสินค้า และ/หรือ ราคาขายสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยและเกิดภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูง (Stagflation) ในกรณีเลวร้ายคาดจะกดดันให้ GDP ไทย และ EPS SET ลดลงเหลือ 1.1% และ 91.0 บาท ตามลำดับ ซึ่งหากอิง PER 14 เท่า (ระดับก่อนเงินทุนไหลเข้ารอบใหญ่) จะได้ SET ที่ระดับ 1275 จุด ปัจจัยสำคัญอื่นที่ต้องติดตามคือ การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก (Fed, ECB, BoE, BoJ) กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”
Daily Top Picks
GULF: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับลงและการจัดตั้งรัฐบาลที่มีความชัดเจน หลังได้รัฐบาลใหม่คาดจะเดินหน้ามาตรการ Direct PPA และ PDP2026 ผลประกอบการปี 69 คาดจะเติบโตต่อจากการขยายกำลังการผลิต, Capacity Payment และเงินปันผลจากการลงทุน เป้าหมายระยะสั้นที่ 58.00 บาท
WHA: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากความคาดหวังการจัดตั้งรัฐบาลจะเกิดขึ้นเร็ว และเดินหน้านโยบายต่างๆ ได้ รวมถึง Thailand Fast Pass ที่จะเร่งรัดการเข้ามาลงทุนในไทย ในปี 2569 ตั้งเป้ายอดขายที่ดินที่ 2,500 ไร่ หนุนจากความต้องการจากกลุ่ม Data Center, ยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น เป้าหมายระยะสั้นที่ 4.28 บาท