แนวโน้มตลาดวันนี้ (21 ก.ย.) บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด SET แกว่งตัวขึ้น โดยได้รับ Sentiment เชิงบวกจากการที่ Fitch Ratings ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยขึ้น หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศน่าจะได้แรงหนุนจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เริ่มต้นการเจรจาการค้ากับจีน ก่อนการประชุม ปธน.ทรัมป – ปธน.สีในช่วงปลายสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงมากขึ้น อาจเป็นปัจจัยจํากัดกรอบการขึ้นของดัชนี ทางเทคนิคดัชนีฟื้นตัวสลับผันผวน โดยยังไม่ผ่าน 1600 ทําให้ภาพรวมยังไม่เป็นบวกมากนัก
ประเด็นสำคัญ
• ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ปะทุพร้อมกันสองภูมิภาค หลังกลุ่มฮูตีอ้างความรับผิดชอบโจมตีกรุงริยาด และยูเครนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในกรุงมอสโก ความเสี่ยงอุปทานตึงตัวมากขึ้นมองบวกระยะสั้นต่อกลุ่มพลังงาน (PTTEP TOP SPRC)
• Fitch Ratings ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือไทยเป็น Stable จาก Negative พร้อมคงอันดับ BBB+ มองเสถียรภาพรัฐบาลมีแนวโน้มดีขึ้น นโยบายต่อเนื่อง ลดความไม่แน่นอนทางการเมือง หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ ระยะยาวมองบวกต่อตลาดหุ้นไทยและกลุ่มธนาคาร (BBL KTB KBANK)
• นายกฯ สั่งทีมเศรษฐกิจตั้งรับวิกฤติน้ำมันแพงรอบใหม่หลังสงครามตะวันออกกลางส่อเค้ายืดเยื้อ เตรียมคลอดแพ็กเกจช่วยประชาชน เสนอ ครม. 22 ก.ย. นี้ ดึง "งบกลาง-เงินกู้-กองทุนพลังงาน" พยุงราคา พร้อมเดินหน้าไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 ให้เงิน 1,000 บาท/ราย ใช้ 2 เดือน อุดหนุน 60/40 ช่วยพยุงกำลังซื้อฐานราก มองบวกเล็กน้อยต่อกลุ่มค้าปลีก (CPALL CPAXT BJC)
• สภาพัฒน์ฯ เผยเกณฑ์ควบคุมธุรกิจ Data Center เช่น การควบคุมปริมาณการใช้ไฟฟ้า-น้ำ, การจัด Zoning เป็นต้น จะบังคับใช้ได้ในช่วงกลาง ต.ค. 2026 ช่วยคลายความกังวลด้านความชัดเจนของกฎเกณฑ์ เปิดทางบิ๊กเทคลุยลงทุนต่อเนื่อง ระยะสั้นมองบวกต่อกลุ่มนิคม (AMATA WHA) และโรงไฟฟ้า (GULF WHAUP GUNKUL)
• กพช. มีมติเห็นชอบตรึงค่า Ft งวด ก.ย.-ธ.ค. ที่ 16.23 สต./หน่วย ให้ กฟผ. และ ปตท. รับภาระสะสมแทนประชาชน พร้อมดึงเงินผลประโยชน์ส่วนเกิน 1.61 หมื่น ลบ. มาช่วยลดต้นทุนค่าไฟประชาชน อีกทั้งเห็นชอบขยายการส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชนในรูปแบบ Net Billing โดยขยายเป้ารับซื้อไฟฟ้ารวมเป็น 10,000MW (เดิม 500MW) กำหนดปริมาณเสนอขายไม่เกิน 5 kW/มิเตอร์ อัตรารับซื้อ 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 20 ปี มองบวกต่อกลุ่มรับติดตั้งและจำหน่ายอุปกรณ์โซลาร์รูฟท็อป (GULF GUNKUL HMPRO SCC)
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
มอง SET ผันผวนและมีความเสี่ยงทางลง หลังดัชนีหลุดแนวรับจิตวิทยาที่ 1,600 จุด อีกทั้งบรรยากาศลงทุนยังถูกกดดันจากปัจจัยมหภาค ได้แก่ นโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้น หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์ก่อนและส่งสัญญาณ Hawkish อาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้, แรงกดดันด้านอุปทานและเงินเฟ้อ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ หนุนให้ราคาน้ำมันดิบทรงตัวสูง กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” โดยเน้น “Buy on Dip” ผ่าน 3 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะ ดังนี้
1. Rate Hike & Weak Baht Play ที่ได้ประโยชน์เชิงโครงสร้างจากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งสร้างความได้เปรียบด้าน Reinvestment Yield โดยกระแสเงินสดและตราสารที่ครบกำหนดอายุสามารถนำไปลงทุนใหม่ในอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้อย่างกลุ่มธนาคาร (BBL KTB) และกลุ่มประกันชีวิต (TLI) รวมถึงกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่าอย่างกลุ่มส่งออก (TU)
2. Domestic Play ที่อิงรายได้ในประเทศเป็นหลัก มีอำนาจต่อรองราคาสูง และได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้มีความทนทานต่อปัจจัยเสี่ยงภายนอกได้ดี ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ (CPALL CRC) และกลุ่มการแพทย์ (BCH PR9)
3. High Dividend Play ซึ่งคาดให้ Div. Yield สม่ำเสมอสูงเกินปีละ 5% เพื่อสร้างกระแสเงินสดและเป็นหลุมหลบภัยท่ามกลางความผันผวนของตลาด ได้แก่ BBL KTBFTREIT
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวไซด์เวย์ โดยแม้ดัชนีจะได้แรงพยุงจากกลุ่มพลังงานตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยมหภาค หลัง FOMC มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% และส่งสัญญาณ Hawkish ชัดเจนผ่าน Dot Plot ที่บ่งชี้ว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งภายในสิ้นปีนี้ ตอกย้ำภาพนโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้น อีกทั้งยังต้องจับตาผลประชุม BoJ (18 ก.ย.) ต่อทิศทาง Yen Carry Trade ซึ่งจะกระทบต่อ Fund Flow ทั่วโลก กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” โดยเน้น “Buy on Dip”
Daily Top Picks
AMATA: ปัจจัยสนับสนุนระยะสั้นจากโครงการ “BOI to IPO” ดึงดูดการลงทุน New Economy สู่ไทย และบริษัทจีนรายใหญ่จะลงทุนกว่า 3.1 พันลบ. ตั้งฐานการผลิตในชลบุรี คาดยอดขายที่ดินปี 2026 ที่ 2,800 ไร่ และจะรับรู้รายได้จาก Backlog ราว 40-50% ใน 2H26 นี้ คาดกำไรปีนี้ที่ 4.7 พันลบ. โต 50% เป้าหมายระยะสั้นที่ 33.75 บาท
BGRIM: ปัจจัยสนับสนุนระยะสั้นจากต้นทุนเชื้อเพลิงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับลง ขณะที่มีโอกาสการเติบโตผ่านการขยายกำลังการผลิตตาม PDP2026 และ Direct PPA, การบริหารจัดการและส่งพลังงานบน EPaaSรวมถึงการศึกษาความเป็นไปได้ของ SMR กับพันธมิตรในระยะยาว เป้าหมายระยะสั้นที่ 19.30 บาท