แนวโน้มตลาดวันนี้ (15 ม.ค.) บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดตลาดแกว่งไซด์เวย์/แกว่งลง TISCO งบออกมาตามคาด และ NPLs ลด 4bps QoQ สู่2.28% ลดความกังวลหลังก่อนหน้านี้มีสัญญาณลบจาก AEONTS ช่วยหนุนไฟแนนซ์เมื่อวาน ปัจจัยภายนอก ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ดีกว่าคาด แต่ PPI เพิ่มขึ้น 3%YoY ผู้ผลิตยังรับภาระต้นทุนที่เพิ่ม ส่วนเฟดคาดคงดอกเบี้ยต่อ ทางเทคนิค ดูแนวต้าน 1248/1252 เป็นหลัก ต้องยืนเหนือจึงจะยกเลิกแกว่งลง มิฉะนั้นไม่เปลี่ยนทิศทางลงแนวรับ 1230/1220
ประเด็นสำคัญ
• ปธน. ทรัมป์ส่งสัญญาณเปลี่ยนท่าทีก่อนหน้าที่รุนแรงต่ออิหร่าน หลังเผยว่าการสังหารในชาวอิหร่านในเหตุการณ์ประท้วงได้หยุดลงแล้ว แต่จะยังคงติดตามสถานการณ์ในอิหร่านต่อไป ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI เช้านี้ปรับลง 1.2% และ 2.6% ตามลำดับ
• มูลค่าการส่งออกจีนใน ธ.ค. 2568 +6.6%YoY สูงกว่าตลาดคาดและเร่งตัวจากเดือนก่อน แม้การส่งออกสู่สหรัฐฯ จะอ่อนแอต่อเนื่อง -30%YoY และลดลงเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกัน เนื่องจากมีการส่งออกสู่ยุโรปและอาเซียนช่วยชดเชย +12%YoY และ +11%YoY ตามลำดับ
• สหรัฐฯ สั่งระงับการพิจารณาวีซ่าผู้อพยพจาก 75 ประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย เพื่อเพิ่มความเข้มงวดของผู้ที่มีแนวโน้มเป็นภาระต่อระบบสวัสดิการ มีผลตั้งแต่ 21 ม.ค. 69 จนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการพิจารณา มาตรการนี้จะยังไม่มีผลบังคับใช้กับผู้ขอวีซ่าชั่วคราว อาทิ วีซ่าท่องเที่ยว, วีซ่าธุรกิจ คาดผลกระทบจำกัดต่อตลาดหุ้นไทย แต่เป็น Sentiment ลบระยะสั้นต่อกลุ่มสายการบินและกลุ่มท่องเที่ยว จากกังวลการขอวีซ่านานขึ้นและทำให้ภาพความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดูเปราะบางลงในสายตานักลงทุนต่างชาติ
• กบน. มีมติปรับลดอัตราเงินสบทบกองทุนน้ำมันฯ สำหรับดีเซลลง 50 สต./ลิตร และเบนซินทุกชนิดเพื่อตรึงราคาขายปลีกท่ามกลางราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอิหร่าน ช่วยลดแรงกดดันต่อค่าการตลาดน้ำมันรวมถึงกลุ่มธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน
• วานนี้เกิดเหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพ-อุบลราชธานี ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก กดดันราคาหุ้น ITD วานนี้ ซึ่งเป็นผู้รับจ้างก่อสร้างในบริเวณดังกล่าว
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวในกรอบ 1230–1300 จุด ปัจจัยในประเทศติดตานโยบายหาเสียงด้านเศรษฐกิจของพรรคการเมืองซึ่งจะมีผลต่อความคาดหวังเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมและหุ้นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเริ่มเข้าสู่ช่วงประกาศงบ 4Q68 ของกลุ่มธนาคาร ส่วนปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตามซึ่งอาจมีผลต่อจิตวิทยาการลงทุนระยะสั้น ได้แก่ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ ปฏิบัติการในเวเนซุเอลาและเหตุการณ์ประท้วงในอิหร่านที่มีผลต่อความผันผวนของราคาน้ำมัน, กรณี ปธน. ทรัมป์ส่งสัญญาณต้องการให้สหรัฐฯ ครอบครองกรีนแลนด์ที่อาจกดดันความสัมพันธ์สหรัฐฯ-ยุโรปตึงเครียดเพิ่มขึ้น รวมทั้งจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ CPI, PPI และยอดค้าปลีก ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”
Daily Top Picks
GULF: มีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวลง ขณะที่ข่าวการซื้อ LNG ล่วงหน้าหลังราคา LNG ลงช่วยล็อคต้นทุน ส่วนแนวโน้มกำไร 4Q68 มีโอกาสเติบโต จากโรงไฟฟ้า Jackson ที่เติบโตตาม Capacity Payment ที่เพิ่มขึ้น การเริ่ม COD ในโครงการ Solar 5 แห่งช่วยหนุน เป้าหมายระยะสั้นที่ 44.00 บาท
KTB: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากคาดเป็นธนาคารเดียวที่กำไรสุทธิ 4Q68 เติบโต 7%YoY อีกทั้งยังมีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำ และ ROE สูงกว่าเมื่อเทียบกับธนาคารขนาดใหญ่อื่นๆ และคาดให้ Div. Yield สูงราวปีละ 7.5% รวมทั้งมี Upside Risk จากประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารเงินสด เป้าหมายระยะสั้นที่ 29.50 บาท