แนวโน้มตลาดวันนี้ (24 มี.ค.) บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด SET รีบาวด์ฟื้นตัว ราคาน้ำมันร่วงลงแตะระดับ $100/bbl หลัง ปธน. ทรัมป์ระบุหารือกับอิหร่านและจะชะลอการโจมตีโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านออกไป 5 วัน แม้อิหร่านออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้มีการเจรจาใดๆ แต่ก็ช่วยให้สถานการณ์ ตะวันออกกลางผ่อนคลายขึ้น ส่วนประเด็นในประเทศวันนี้ติดตามตัวเลขส่งออก-นำเข้า ก.พ. ของไทย ทางเทคนิคคาดดัชนีดีดขึ้นจากกรอบล่าง sideways แนวรับ 1395/1385 แนวต้าน 1425/1435
SET ร่วงลงแรงหลุด 1400 ตามทิศทางภูมิภาค กังวลสหรัฐ-อิหร่านโจมตีตอบโต้โครงสร้างพื้นฐานรุนแรง
ประเด็นสำคัญ
• ปธน. ทรัมป์เผยว่าได้หารือกับอิหร่านและจะชะลอการโจมตีโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านออกไป 5 วัน จากเดิมที่ครบกำหนดในวานนี้ (23 มี.ค.) แม้อิหร่านออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้มีการเจรจาใดๆ ประเด็นดังกล่าวช่วยผ่อนคลายความกังวล ส่วนราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับลง 10% สู่ระดับ US97/bbl
• Saudi Aramco ประกาศลดปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบสู่เอเชียใน เม.ย. 2569 ลงติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง เนื่องจากปัญหาการลำเลียงผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ แม้มีความพยายามเพิ่มกำลังการส่งออกผ่านท่าเรือ Yanbu ที่ติดทะเลแดงแทนแล้ว สะท้อนว่าปัญหาห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานยังไม่มีท่าทีคลี่คลาย
• กกพ. เสนอค่าไฟฟ้างวด พ.ค. - ส.ค. 2569 3 กรณี โดยกรณีต่ำสุดจะเพิ่มขึ้นจากงวดปัจจุบัน 0.07 บาท/หน่วย เป็น 3.95 บาท/หน่วย ซึ่งได้รวมการตรึงด้วยเงิน Claw Back มูลค่า 9.4 พันลบ. และการชะลอการชำระหนี้แก่ กฟผ. แล้ว แนะนำ Wait & See ตัวเลขค่าไฟฟ้าสุดท้ายเนื่องจากต้องรอการประเมินราคา LNG รอบใหม่ คาดจะรู้ผลภายในสิ้น มี.ค. นี้
• นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติเผยสาเหตุที่ราคาหมูปรับขึ้นสู่ 68-72 บาท/กก. เนื่องจากสภาพอากาศร้อนที่ส่งผลให้ผลผลิตลดลงและต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่ความต้องการคงเดิม เช่นเดียวกับนายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ที่เผยว่าผลผลิตไข่ไก่ลดลง 3-5% จากสภาพอากาศร้อน มองเป็นบวกต่อกลุ่มผู้ผลิตเนื้อสัตว์ CPF BTG GFPT
• รัฐบาลเผยจะเร่งรัดการใช้ B20 ในภาคอุตสาหกรรมภายในสุดสัปดาห์นี้ ด้านกรมการค้าภายในเผยมีสต็อกน้ำมันปาล์มดิบ ราว 3.5 แสนตัน และใน เม.ย. - ก.ค. 2569 จะมีผลผลิตฤดูกาลใหม่ทยอยเข้าสู่ระบบราว 4 แสนตัน/เดือน มองกลุ่มน้ำมันปาล์มสามารถเก็งกำไรได้เนื่องจากมีอุปสงค์ในฐานะเป็นพลังงานทางเลือก แต่ในระยะสั้นระมัดระวังอุปทานใหม่เข้ามากดดันราคา
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
มอง SET ยังอยู่ในภาวะ Risk-off จากกังวลวิกฤติพลังงานและ Supply Shortage ซึ่งอาจกดดันให้เงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นจนนำไปสู่ภาวะ Stagflation ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำแบ่งตามระดับความเสี่ยงของนักลงทุน ดังนี้
นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ เน้นถือเงินสดเพิ่มขึ้น และลดสัดส่วนหุ้นที่อ่อนไหวสูงต่อต้นทุนพลังงาน มีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง หรือ ค่าเงินบาทอ่อน อาทิ ปิโตรเคมี สายการบิน ยานยนต์ โรงไฟฟ้า SPP อิเล็กทรอนิกส์ ท่องเที่ยว และรพ. ระดับบน ขณะที่ทำ Strategic Hedging ป้องกันพอร์ตด้วยหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้น (PTTEP) โดยตั้งจุด Trailing Stop หรือจุดล็อคกำไรไว้เสมอ หากสถานการณ์ดูเริ่มคลี่คลาย
นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง แนะนำ Selective Buy โดยแบ่งไม้สะสม (No Single Entry) ที่แนวรับสำคัญ 1320-1350 /1275/1100 โดยเน้น 3 ธีมหลัก ดังนี้
1. หุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตลงทุนระยะสั้น (สะสมก่อนขึ้น XD ใน เม.ย.-พ.ค. นี้) โดยเลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผลงวดนี้จากกำไรปี 2568 ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5% และราคาหุ้นผันผวนต่ำ อีกทั้งมีฐานะการเงินมั่นคง ได้แก่ KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI
2. หุ้น High Pricing Power ซึ่งสามารถส่งผ่านต้นทุนหรือปรับราคาขายให้กับลูกค้าได้เร็วเพราะเป็นสินค้าจำเป็น (Defensive) หรือมีคู่แข่งน้อยราย ทำให้มีความเสี่ยงจำกัดต่อปัจจัยภายนอก ได้แก่ ADVANC TRUE CPALL CPAXT BJC BEM CHG BCH PTTEP
3. หุ้นส่งออกที่ได้อานิสงส์จากบาทอ่อนค่า หรือ/และ มาตรการภาษีศุลกากรชั่วคราวของสหรัฐลดลงเหลือ 10% จากเดิม 19% ทำให้มีต้นทุนภาษีลดลง ช่วยหนุนมาร์จิ้นให้กว้างขึ้น ได้แก่ TU ITC DELTA HANA
Trading Idea: เก็งกำไรหุ้นที่คาดได้รับอานิสงส์จากการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (BBL, KTB, KBANK), กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE), กลุ่มพลังงาน (PTT), กลุ่มรับเหมา (STECON, CK) รวมถึงกลุ่มพลังงานทางเลือกอย่างไบโอดีเซล เอทานอล ปาล์ม (BBGI, GGC, UBE, UVAN, VPO, CPI)
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวไซด์เวย์และผันผวนสูง โดยตลาดยังอยู่ในภาวะ Risk-off และให้น้ำหนักกับวิกฤตในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการยกระดับโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานภายในกลุ่มประเทศ GCC ส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ $100 ต่อบาร์เรล ซึ่งสถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของราคาน้ำมัน แต่กำลังสร้างความกังวลเรื่อง Supply Shortage และอาจจุดชนวนให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงรอบใหม่ทั่วโลก ซึ่งจะบีบให้ธนาคารกลางคงอัตราดอกเบี้ยสูงไว้นานกว่าที่คาดและจะส่งผลกดดันต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนโดยตรง ส่วนประเด็นการเมืองในประเทศ กรณีศาล รธน. มีมติ 6:3 รับคำร้องปมบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด มองตลาดให้น้ำหนักลดลงเพราะกลไกการบริหารจัดการภาครัฐยังคงเดินหน้าต่อได้ กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”
Daily Top Picks
GULF: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากสงครามตะวันออกกลางที่เริ่มเห็นสัญญาณผ่อนคลาย ทำให้ราคาเชื้อเพลิง LNG และ Bond Yield เริ่มปรับลงและบาทเริ่มแข็งค่า และความคาดหวังรัฐบาลใหม่จะเดินหน้ามาตรการ Direct PPA และ PDP2026 ส่วนผลประกอบการปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เป้าหมายระยะสั้นที่ 56.50 บาท
DELTA: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากการฟื้นตัวของกลุ่มหุ้นเทคฯ โลก หลังสงครามตะวันออกกลางเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลาย ด้านผลประกอบการปี 2569 จะมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้องกับ AI ที่คาดจะเติบโตเลขสองหลัก และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Liquid Cooling ใน 2H69 เป้าหมายระยะสั้นที่ 269 บาท